download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 15/11/2560



HIGHLIGHTS:

  • การปฏิบัติตามอิทธิวิธีอันประเสริฐ เป็นเครื่องอยู่ของพระอรหันต์เท่านั้น ใช่หรือไม่?
  • การกระทำตามอิทธิวิธีอันประเสริฐ จะทำให้ไปสู่หนทางของการตรัสรู้ตามลำดับได้อย่างไร?
  • การสิ้นอาวสะที่เราจะละความยึดถือไปเป็นตามลำดับๆ สามารถทำให้เกิดได้จากสมาธิทุกขั้น ใช่หรือไม่?
  • ลมหายใจที่ดับไป ในฌานขั้นที่ 4 กับฌานขั้นที่ 9 (สัญญาเวทยิตนิโรธ) มีความดับเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?
  • “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีอยู่ 2 สิ่งในโลกนี้ ที่ไม่อาจระงับได้ด้วยการเสพ 2 สิ่งเป็นไฉน คือ กาม 1 และการหลับ 1….” ประโยคนี้เป็นพุทธพจน์หรือไม่?

บทคัดย่อ

จาก คุณอานนท์

คำถาม: ในการปฏิบัติตามอิทธิวิธีอันประเสริฐ ที่เคยได้นำมาอธิบายในรายการนั้น เป็นเครื่องอยู่ของพระอรหันต์เท่านั้น ใช่หรือไม่? หรือยังสามารถมีในอริยะสาวกในลำดับที่ต่ำกว่านั้นไปได้? และการเจริญ การกระทำแบบนี้จะทำให้ไปสู่หนทางของการตรัสรู้ตามลำดับได้อย่างไร?

คำตอบ: จะใช้คำว่าเป็นเครื่องอยู่ก็ยังไม่ถูก 100% เพราะว่าคำว่าเครื่องอยู่ หมายความว่า สามารถทรงอยู่ในระดับนั้นได้อย่างดีแล้ว แต่ว่าเป็นการฝึกการกระทำเพื่อให้เอาเป็นเครื่องยู่ได้ เพื่อให้มันใช้งานได้อย่างดี ….ในคำถามที่ว่าจะทำให้เป็นสู่หนทางการตรัสรู้ตามลำดับได้อย่างไร? การที่อยู่อุเบกขา คือ การที่เราวางจากความรู้สึก สุข ทุกข์ ไปตาม การที่เราอยู่อุเบกขาได้ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู วางในทุกอริยบถ วางในทุกที่ทุกเวลา วางในผัสสะต่างๆ การที่เราวางได้ คลายกำหนัดนั่นแหล่ะ คือการตรัสรู้ธรรมแล้ว เป็นไปตามลำดับขั้นนี้เลย ถ้าวางได้มากเท่าไหร่ นั่นคือ มีความรู้ มีปัญญา สูงขึ้นยิ่งมากเท่านั้น อยู่ที่การปล่อยวางตรงนี้ มีวิราคะในธรรมมะนี้ วิราคะ นั้นเป็นธรรมที่เลิศ

วิราคะ คือ การคลายกำหนัด ถ้าพิจารณาเห็น ดู ได้ยิน เสพ หรือพบกับสิ่งใดคนใดแล้วทำให้เกิด วิราคะ นั่นคือร่องรอยที่ปฏิบัติมาอย่างถูกต้องแล้ว ถ้ามีการพิจารณาอะไรแล้ว ทำให้เกิดการปล่อยวางได้ แสดงว่าการเจริญธรรมแบบนี้ นำไปสู่หนทางของการตรัสรู้ได้เป็นไปตามลำดับแน่นอน..

 

จาก คุณนว

คำถามที่ 1: การสิ้นอาวสะที่เราจะละความยึดถือไปเป็นตามลำดับๆ สามารถทำให้เกิดได้จากสมาธิทุกขั้น ใช่หรือไม่? ไม่จำเป็นต้องไปถึงสมาธิขั้นสูงสุด

คำตอบที่ 1: อันนี้ถูกต้องเลย พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในหลายๆ พระสูตร ที่เกี่ยวกับว่า ฌานสมาธิในขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 จนถึงขั้นที่ 8 ขั้นที่ 9 เป็นฌานสมาธิที่จะให้เป็นบาทฐานแห่งการก้าวลงสู่นิพพานได้ สามารถใช้ในฌานสมาธิขั้นไหนก็ได้ ประเด็นสำคัญก็คือว่า อย่าไปติดตรงเวทนาที่เกิดจากสมาธินั้น เพราะเวทนา คือ ขันธ์ห้า

คำถามที่ 2 : ระหว่างฌานที่ 4 กับสัญญาเวทยิตนิโรธ ในเรื่องของลมหายใจที่ดับไป มีความดับเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?

คำตอบที่ 2: มีพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สังยุตตนิกายก็ตาม ในอังคุตตรนิกายก็มี ที่บ่งบอกถึงสมาธิอยู่ทั้งหมด 9 ขั้นด้วยกัน ไล่มาตั้งแต่ฌานที่ 1-4 คือช่วงของรูปสัญญา คือ ใช้รูปอยู่ในการทำให้เกิดสมาธิ อีก 4 ขั้นถัดมา เป็นขั้นอรูป ไม่เกี่ยวข้องด้วยรูป โดยใช้อายาตนะ ในการให้เห็นความว่างๆ ให้เห็นอากาศ ให้เห็นวิญญาณ ให้เห็นความไม่มีอะไร …และสูงขึ้นไปกว่านั้นอีกขั้นหนึ่งก็คือ สัญญาเวทยิตนิโรธ…

ถามมาในที่นี้คือ ในขั้นที่ 4 และขั้น 9 ที่ว่าลมหายใจดับ มันเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ในพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เกี่ยวกับฌานขั้นที่ 4 ว่า “เมื่อเข้าสู่จตุตถฌานแล้ว ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ย่อมดับ”

แล้วการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือขั้นที่ 9 อะไรดับ? บอกไว้ว่า “สัญญาและเวทนาย่อมดับ” และในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้พูดถึงว่าลมหายใจนั้นดับไปเลย แบบไม่หายใจ แล้วลมหายใจดับ ในขั้นที่ 4 และขั้นที่ 9 แตกต่างกันอย่างไร

ในอังคุตตรนิกาย ที่พระพุทธเจ้าบอกถึงความเป็นเสี้ยนหนาม บอกว่า “ลมหายใจจะเป็นเสี้ยนหนามของฌานที่ 4 “ คำว่าเป็นเสี้ยนหนาม หมายความว่า มันจะขวางให้เราไม่ผ่านไป และในบรรดาธาตุที่เป็นรูปทั้งหลายที่ละเอียดที่สุด คือ ลม จุดที่จะข้าม ล่วง เลยรูปขึ้นไป จะต้องดับลมตรงนี้ให้ได้ก่อน หมายความว่า ไม่มาเป็นเสี้ยนหนามในเรื่องของทางจิต แต่กายนี้ยังหายใจอยู่แน่นอน แต่ดับไปจากการรับรู้ของจิต เพราะฉะนั้นในฌานที่ 4 นี้จึงยังมีรูปอยู่แต่มันละเอียดมาก ไม่มาเป็นเสี้ยนหนามแล้ว ใช้ศัพท์ว่า ดับไป

ในส่วนของขั้นที่ 9 ที่มีระบุตามคัมภีร์ ว่าลมหายใจจะไม่มีเลย เหมือนกับไม่หายใจ ซึ่งตรงนี้จะเหมือนกับที่ท่านพระอานนท์สังเกตเห็นว่าลมหายใจของพระพุทธเจ้าดับไป จึงถามพระอนุรุทธะ ว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วหรือ ซึ่งพระอนุรุทธะ ตอบว่า ยัง ท่านเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่

 

จาก ทางเว็บไซต์

คำถาม: ได้ยกพุทธพจน์ที่ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีอยู่ 2 สิ่งในโลกนี้ ที่ไม่อาจระงับได้ด้วยการเสพ 2 สิ่งเป็นไฉน คือ กาม 1 และการหลับ 1….” ประโยคนี้เป็นพุทธพจน์หรือไม่

คำตอบ : ไม่ใช่พุทธพจน์ …อย่างไรก็ตามเรามาทำความเข้าใจในข้อความที่ถามมาว่า “สิ่งที่ไม่อาจระงับได้ด้วยการเสพ มีกาม และการหลับ” ถามว่าข้อความนี้ถูกต้องหรือไม่?

กาม พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ตัณหา ซึ่งตัณหานี้ถมไม่เต็ม …การหลับที่พอเรานอนเต็มที่แล้วก็ตื่น ที่ไม่เกี่ยวกับความขี้เกียจ ความขี้เกียจ ก็เทือกเดียวกับตัณหา เกิดขึ้นแล้วก็เกิดขึ้นได้อีก นี่ความหมายของคำว่าไม่อิ่มไม่พอ ไม่สามารถระงับได้ด้วยการเสพแบบนี้ ถ้าเราเอาหลักเกณฑ์นี้เป็นเกณฑ์ มัน Apply ได้ทุกอย่างเลย แม้แต่กับกุศลธรรมก็ตาม ……… อยู่ในสังสารวัฏ ถ้าไม่มีบุญนี้พลาดนะ แต่บุญนั้นหมดได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง “อิทธิวิธีอันประเสริฐ” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
  • ฟัง “คำพุทธ – ตปุสสสูตร” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560
  • ฟัง “อธิบาย – ตปุสสสูตร ว่าด้วย ฌานสมาธิ และการเลื่อนฌานสมาธิ” ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560
  • ลำดับแห่งการดับของสังขาร (อนุปุพพสังขารนิโรธ) – สฬา.สํ. ๑๘/๒๖๘/๓๙๒.

    ภิกษุ !  ความดับแห่งสังขารโดยลำดับๆ เราได้กล่าวแล้ว ดังนี้คือ :-

    เมื่อเข้าสู่  ปฐมฌาน แล้ว วาจา ย่อมดับ ;

    เมื่อเข้าสู่  ทุติยฌาน แล้ว วิตก และ วิจาร ย่อมดับ ;

    เมื่อเข้าสู่  ตติยฌาน แล้ว ปีติ ย่อมดับ ;

    เมื่อเข้าสู่  จตุตถฌาน แล้ว อัสสาสะ และ ปัสสาสะ ย่อมดับ ;

    เมื่อเข้าสู่  อากาสานัญจายตนะ แล้ว รูปสัญญา ย่อมดับ ;

    เมื่อเข้าสู่  วิญญาณัญจายตนะแล้วอากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ ;

    เมื่อเข้าสู่  อากิญจัญญายตนะ แล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมดับ ;

    เมื่อเข้าสู่  เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้ว อากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมดับ ;

    เมื่อเข้าสู่  สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้ว สัญญา และ เวทนา ย่อมดับ ;

    เมื่อภิกษุ  สิ้นอาสวะ แล้ว ราคะ ก็ดับ โทสะ ก็ดับ โมหะ ก็ดับ.

  • ธรรมเป็นที่ดับ ตามลำดับ (ซึ่งยังไม่ถึงนิพพาน)
    (: อนุปุพพนิโรธ – อนุปุพพวิหาร – อนุปุพพวิหารสมาบัติ) ก. อนุปุพพนิโรธ เก้า – นวก. อํ. ๒๓/๔๒๓/๒๓๕.

    ภิกษุ ท. !  อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ  เหล่านี้  มีอยู่.  เก้าประการ  อย่างไรเล่า ?  เก้าประการ  คือ:-

    (๑)  เมื่อเข้าถึงปฐมฌาน อามิสส (กาม) สัญญา ย่อมดับ ;

    (๒)  เมื่อเข้าถึงทุติยฌาน วิตกและวิจาร ย่อมดับ ;

    (๓)  เมื่อเข้าถึงตติยฌาน ปีติ ย่อมดับ ;

    (๔)  เมื่อเข้าถึงจตุตถฌาน อัสสาสะและปัสสาสะ ย่อมดับ ;

    (๕)  เมื่อเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ รูปสัญญา ย่อมดับ ;

    (๖)  เมื่อเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ ;

    (๗)  เมื่อเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับ ;

    (๘)  เมื่อเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ ;

    (๙)  เมื่อเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนา ย่อมดับ.

    ภิกษุ ท. !  เหล่านี้แล  อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ.

  • – ทสก. อํ. ๒๔/๑๔๕/๗๒. คำของพระอานนท์แสดงอนุปุพพปัสสัทธิและอนุปุพพนิโรธไว้  โดยความเป็นระดับในฐานะเป็นอนุปุพพปัสสัทธิ

    ภิกษุ ท. !  เสี้ยนหนาม ๑๐ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สิบอย่างอย่างไรเล่า ?  สิบอย่าง คือ : –

    ความยินดีในการระคนด้วยหมู่ เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้ยินดีในปวิเวก ;

    การตามประกอบในสุภนิมิต เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้ตามประกอบในอสุภนิมิต ;

    การดูการเล่น เป็นเสี้ยนหนามแก่ ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ;

    การเกี่ยวข้องกับมาตุคาม เป็นเสี้ยนหนามแก่ พรหมจรรย์ ;

    เสียง เป็นเสี้ยนหนามแก่ ปฐมฌาน ;

    วิตกวิจาร เป็นเสี้ยนหนามแก่ ทุติยฌาน ;

    ปีติ เป็นเสี้ยนหนามแก่ ตติยฌาน ;

    อัสสาสะปัสสาสะ เป็นเสี้ยนหนามแก่ จตุตถฌาน ;

    สัญญาและเวทนา เป็นเสี้ยนหนามแก่ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ;

    ราคะ เป็นเสี้ยนหนาม โทสะ เป็นเสี้ยนหนาม.

    ภิกษุ ท. !  พวกเธอจงเป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม อยู่เถิด.   ภิกษุ ท. !  พวกเธอจงเป็นผู้หมดเสี้ยนหนาม อยู่เถิด.

    ภิกษุ ท. !  พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม หมดเสี้ยนหนาม แล.

การดับของลมหายใจในฌาน
Tagged on: