download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 12/11/2560



HIGHLIGHTS:

  • พลังของสมาธิส่งผลอย่างไรกับผู้ปฏิบัติ
  • ทำความเข้าใจอย่างละเอียดเพิ่มเติมในคำว่า “อนัตตา” “อัตตา” และ อัตตา”

บทคัดย่อ

คำถาม 1: ผู้ถามได้ฟังพระอาจารย์เทศนาธรรมพร้อมกับเอาจิตตามคำพูดของพระอาจารย์ ซึ่งก็จะมโนภาพตามไปจนถึงที่ว่าพระพุทธเจ้าปรินิพาน ผู้ถามรู้สึกขนลุกขนพองหัวเท่ากระด้ง มีอาการไม่สามารถอธิบายได้ หลังจากพระอาจารย์เทศน์จบ ผู้ถามก็นั่งต่อไปและได้เห็นการทำงานของจิตเดี๋ยวจับโน่น จับนี่ จับวางๆ สักพักก็นิ่งเฉยสลับกันไปมาแบบนี้ พอตอนออกจากสมาธิ ลืมตาขึ้น แต่ในความรู้สึกเหมือนอยู่ในสมาธินิ่งและนานพอควร จึงค่อยๆกระพริบตาขยับมือเอามือมาลูบหน้า ปรากฏว่าเย็นเฉียบเลย จับตามร่างกายก็เย็นหมดเลยเป็นเพราะอากาศหนาวและผู้ถามนั่งริมหน้าต่างที่เปิดไว้ด้วย ต้องการทราบว่าเป็นเพราะอะไรเราถึงไม่รู้ตัวว่าหนาวเย็นขนาดนั้น

คำตอบ 1: พลังของสมาธิจะทำให้กายกับจิตแยกออกจากกัน จึงทำให้เราไม่มีความรู้สึกทางกายและไม่มีการรับรู้ทางเสียงด้วย พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้กับอุณณาภพราหมณ์ว่า “อินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่แล่นไปสู่” กล่าวคือ อายตนะทั้งหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นช่องทางของการรับรู้หรือวิญญาณนั่นเอง หากช่องทางใจไม่มีสติควบคุมเอาไว้ก็จะทำให้จิตของเราวุ่นวายไปตามความรู้สึกต่างๆได้ แต่ในทางตรงข้ามกันหากช่องทางใจมีสติควบคุมไว้อย่างดีแล้วก็จะทำให้จิตของเราถูกจัดระเบียบ ไม่หวั่นไหวไปตามผัสสะทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ ไม่โดนราคะ โทสะ โมหะหรืออกุศลธรรมต่างๆ เข้าครอบงำได้ และนำพาจิตไปสู่วิมุตติได้

คำว่า “วิมุตติ” หมายถึง การแยกจากกัน พ้นกัน ไม่เนื่องกันระหว่างจิตกับผัสสะต่างๆ ซึ่งสามารถเป็นไปได้ทั้ง

  • การรับรู้ทางกายอยู่ แต่จิตพ้นจากกันโดยที่ไม่หวั่นไหวไปตามผัสสะใดๆ เลย หรือ
  • การไม่รับรู้เลยทั้งกายและจิตก็ได้

สติจะเป็นที่แล่นไปสู่วิมุตติ วิมุตติจะเป็นที่แล่นไปสู่นิพพาน ถ้าในจิตเรายังมีอวิชชาอยู่จะทำให้ตัณหากลับกำเริบได้ ดังนั้นเราจึงควรฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ทำซ้ำ ทำย้ำ จะทำให้เราชำนาญและมีความก้าวหน้าในการเข้าออกสมาธิในทุกเวลาและทุกสถานที่

 

คำถาม 2 กราบเรียนปุจฉาว่า ในเมื่อแม้กายนี้ที่มีวิญญาณครองก็เป็นอนัตตาแล้ว บุญ บาป ที่กายนี้ได้กระทำเมื่อทอดทิ้งกายนี้แต่ยังไปได้กายอื่นอยู่ เพราะเหตุใดผลบุญและผลบาปยังส่งผลต่อกายใหม่นี้ที่ก็เป็นอนัตตาเช่นกันได้อีก และทำไมความรู้สึกเป็นตัวตนยังมีอยู่เมื่อตายจากกายนี้แล้วไปได้กายอื่น พระพุทธเจ้าก็ยังทรงตรัสว่า “เขาย่อมเสวยผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วนั้น กายนี้ในอดีตกับกายอื่นที่ได้ในปัจจุบัน” ความสืบต่อนี้เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่

คำตอบ 2: อนัตตา คือ คุณสมบัติของสิ่งต่างๆที่บ่งบอกถึงการขึ้นกับสิ่งอื่น อาศัยเหตุปัจจัยอื่นเพื่อให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มีความมีอยู่หรือคงอยู่แค่ช่วงเวลาที่เหตุปัจจัยนั้นมีอยู่ แต่ในสิ่งที่เป็นอนัตตานั้นๆ จะประกอบด้วย 2 อาการดังนี้

  • อัตตา คือ เรายังยึดถือในสิ่งนั้นๆอยู่ โดยยังไม่สามารถละความยึดถือที่เป็นตัวเรา ของเราลงได้
  • อัตตา คือ เราสามารถละความยึดถือในความเป็นตัวตนลงได้

 

กล่าวคือ สิ่งต่างๆ มีความเป็นอนัตตาอยู่แล้ว แต่เรายังนอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตานั้นไม่ได้ สามารถอธิบายให้กันฟังได้ เข้าใจอยู่ แต่ยังนอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตานั้นไม่ได้ เราจึงมีความรู้สึกเป็นตัวเราของเราสืบต่อกันไปเรื่อยๆ

อาหารที่เรารับประทานไปในแต่ละวันก็ไปเสริมสร้าง หรือซ่อมแซมเซลล์ต่างๆในร่างกายขึ้นมาใหม่ เช่นเดียวกันกับจิตที่มีความเป็นกระแส โดยการมายึดรูป วิญญาณ สัญญา สังขาร และเวทนาในความเป็นตัวตนแล้วเกิดเป็นจิตขึ้นใหม่ต่อเนื่องกันไป โดยมีตัณหาเป็นเชื้อเพลิงและเกิดเป็นอุปทานความยึดถือก้าวลงในขันธ์ห้า จิตจึงมีสภาวะในการสั่งสมอาสวะ ซึ่งเป็นเหตุในการเกิดอวิชชาที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดตัณหา และคืบคลานก้าวลงยึดถือไปในขันธ์ห้าอีกครั้ง จึงมีจิตเกิดเป็นกระแสต่อเนื่องเช่นนี้ไปเรื่อยๆและทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตานี้ เพราะเรายังนอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตานี้ไม่ได้ จึงทำให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่รับผลมาจากสิ่งเก่าต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆเช่นนี้ เหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ไม่มีวันจบที่เรียกว่า “สังสารวัฏ” หมายถึงนับไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่จบ เป็นสิ่งที่ไม่มีที่เริ่มและไม่มีที่จบเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเราสามารถหยุดปฏิกิริยาลูกโซ่ของสังสารวัฏนี้ได้ โดยการเจริญตามหลักอริยมรรคมีองค์แปดเพื่อละตัณหา ดับอวิชชา หรือเข้าใจขันธ์ห้าก็ได้ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นอุปทานในการก้าวลงยึดถือขันธ์ห้าอีกต่อไปได้ ทำให้จิตมีความเข้าใจแจ่มแจ้งมากขึ้น และมีนิพพานเป็นที่สุดจบ

 

ตอบคำถาม : คุณวันศีล ปัฐวี / คุณอานนท์ อนันตชิน

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตาอย่างแท้จริง
Tagged on: