ฟัง “มาคัณฑิยสูตร”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 09/11/2560

ฟัง “มาคัณฑิยพราหมณ์ผู้ลอยบาป”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 10/11/2559



HIGHLIGHTS:

  • กายนี้แลเป็นดังโรคเป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้
  • การคบสัตตบุรุษจะได้ฟังธรรมอันสมควรแก่ธรรม
  • ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งบรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรม
  • ร่างกายของมนุษย์เปรียบเหมือนถุงหนังที่มีของเสียไหลเข้าไหลออก
  • ถ้าเราปฏิบัติตามมรรค 8 เราก็สามารถพ้นจากตัณหา กิเลส และเครื่องร้อยรัดได้

บทคัดย่อ

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ ๑๔

…ในแคว้นกุรุ…ธิดาของมาคันทิยพราหมณ์ชื่อว่ามาคันทิยา เหมือนกันเป็นผู้มีรูปงาม…พราหมณ์และเหล่าขัตติยเป็นอันมากอยากได้นางมาคันทิยานั้น มาคันทิยพราหมณ์ก็ห้ามพราหมณ์และขัตติยทั้งหมดว่า

“พวกท่านไม่สมควรแก่ธิดาของข้าพเจ้า”

ต่อมาวันหนึ่งในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นมาคันทิยพราหมณ์จึงทรงใคร่ครวญเห็นอุปนิสัยแห่งมรรคและผลของพราหมณ์และนางพราหมณี…พระศาสดาได้ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จไปยังที่บำเรอไฟของพราหมณ์แต่เช้าตรู่…ณ ที่นั้น พราหมณ์ตรวจดูรูปสิริของพระศาสดา พลางคิดว่า

‘ขึ้นชื่อว่าบุรุษในโลกนี้ที่จะเหมือนด้วยบุรุษคนนี้ไม่มี บุรุษคนนี้เป็นผู้สมควรแก่ธิดาของเรา เราจะให้ธิดาแก่บุรุษคนนี้’ แล้วกราบทูลพระศาสดาว่า

“ท่านสมณะเรามีธิดาอยู่คนหนึ่ง เรายังไม่เห็นบุรุษผู้ที่สมควรแก่นางจึงไม่ได้ให้นางแก่ใครส่วนท่านเป็นผู้สมควรแก่นาง เราใคร่จะให้ธิดาแก่ท่าน…ท่านจงรออยู่ในที่นี้แลจนกว่าเราจะนำธิดานั้นมา”

พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของเขาแล้ว ไม่ทรงยินดีเลยแต่ไม่ทรงห้ามอะไร

ฝ่ายพราหมณ์ไปเรือนแล้วบอกนางพราหมณีว่า “นางผู้เจริญ วันนี้เราเห็นบุรุษผู้สมควรแก่ธิดาของเราแล้ว พวกเราจักให้ธิดานั้นแก่เขา” ให้ธิดาตกแต่งกายแล้ว ได้พาไปยังที่นั้นพร้อมด้วยนางพราหมณี…แต่พระศาสดาไม่ได้ประทับยืนในที่ที่พราหมณ์บอกไว้ ทรงแสดงเจดีย์คือรอยพระบาท ไว้ในที่ได้ประทับ…

พราหมณ์ถูกนางพราหมณีถามว่า “บุรุษนั้นอยู่ที่ไหน”

“ฉันได้สั่งเขาไว้แล้วว่าจงรออยู่ที่นี้…นี่รอยเท้าของเขา”

“พราหมณ์นี้ ไม่ใช่รอยเท้าของบุคคลผู้บริโภคกาม” เพราะนางเป็นคนฉลาดในมนต์เครื่องทำนายลักษณะ กล่าวคาถานี้ว่า :-

ก็คนเจ้าราคะ พึงมีรอยเท้ากระหย่ง (เว้ากลาง)

คนเจ้าโทสะ ย่อมมีรอยเท้าอันส้นบีบ (หนักส้น)

คนเจ้าโมหะย่อมมีรอยเท้าจิกลง (หนักทางปลายเท้า)

คนมีกิเลสเครื่องมุงบังอันเปิดแล้วมีรอยเท้าเช่นนี้”

ทีนั้น พราหมณ์จึงบอกนางพราหมณีว่า “นางผู้เจริญ เจ้าอย่าอึงไป” ไปพบพระศาสดาแล้ว จึงแสดงแก่นางพราหมณีนั้นว่า “นี้คือบุรุษคนนั้น” แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า “สมณะเราจะให้ธิดา”

พระศาสดา ตรัสว่า “พราหมณ์ เราจักบอกเหตุสักอย่างหนึ่งแก่ท่าน”…พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถึงการที่พระองค์ถูกมารติดตามจนถึงต้นอชปาลนิโครธ ถูกธิดามารประเล้าประโลม “มาคันทิยะ ในกาลก่อน เราได้เห็นธิดามารทั้งสามเหล่านี้ผู้ประกอบด้วยอัตภาพเช่นกับแท่งทอง ไม่แปดเปื้อนด้วยของโสโครก มีเสมหะเป็นต้น แม้ในกาลนั้น เราไม่ได้มีความพอใจในเมถุนเลยก็สรีระแห่งธิดาของท่านเต็มไปด้วยซากศพ คืออาการ 32 เหมือนหม้อที่ใส่ของไม่สะอาด อันตระการตา ณ ภายนอก แม้ถ้าเท้าของเราพึงเป็นเท้าที่แปดเปื้อนด้วยของไม่สะอาดไซร้ และธิดาของท่านนี้พึงยืนอยู่ที่ธรณีประตู ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่พึงถูกต้องสรีระของนางด้วยเท้า” ในเวลาจบเทศนาทั้งสองผัวเมียตั้งอยู่ในอนาคามิผล ฝ่ายนางมาคันทิยาผู้เป็นธิดาได้ผูกอาฆาตในพระศาสาดา…ต่อมาได้จากแคว้นกุรุไปสู่เมืองโกสัมพี ตกแต่งนางมาคันทิยาด้วยเครื่องประดับแล้วได้ถวายแก่พระเจ้าอุเทน…ฝ่ายพระเจ้าอุเทนเสน่หาในนางฯจึงได้ประทานการอภิเษกและตั้งให้เป็นอัครมเหสี

 

มาคันทิยสูตรที่ 9

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ความพอใจในเมถุนธรรม ไม่ได้มีแก่เราเพราะได้เห็นนางตัณหานางอรดีและนางราคาเลย ความพอใจในเมถุนธรรมอย่างไรจักมีเพราะได้เห็นสรีระแห่งธิดาของท่านอันเต็มไปด้วยมูตรและคูถเล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระแห่งธิดาของท่านนั้นแม้ด้วยเท้า”

มาคันทิยพราหมณ์ “ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแก้วเช่นนี้ ที่พระราชาผู้เป็นจอมนระเป็นอันมากทรงปรารถนากันแล้วไซร้ พระองค์ตรัส ทิฐิ ศีล พรต ชีวิต และการเข้าถึงภพของพระองค์เช่นไร”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “กิจที่เราวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิ ๖๒ แล้วจึงยึดถือเอาว่า เรากล่าวทิฐินี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเปล่า ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เราและเราเห็นโทษในทิฐิทั้งหลายอยู่ ไม่ได้ยึดถือทิฐิอะไรๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะทั้งหลาย ก็ได้เห็นนิพพาน กล่าวคือความสงบ ณ ภายใน ฯ”

มาคันทิยพราหมณ์ “ทิฐิเหล่าใด ที่สัตว์ทั้งหลายได้วินิจฉัยกำหนดไว้แล้ว ข้าแต่พระองค์ไม่ได้ยึดถือทิฐิเหล่านั้นเลย ตรัสเนื้อความนี้ได้ว่า ความสงบ ณ ภายใน เนื้อความนั้นอันนักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์เถิด”

พระผู้มีพระภาค “เราไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้งด้วยศีลและพรต เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็นจากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ก็บุคคลสละธรรม เป็นไปในฝ่ายดำมีทิฐิเป็นต้นเหล่านี้แล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบไม่อาศัยธรรมอะไรแล้วไม่พึงปรารถนาภพ”

มาคันทิย “ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้งศีลและพรต พระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรตข้าพระองค์ย่อมสำคัญธรรมเป็นที่งงงวย ทีเดียวด้วยว่า ชนบางพวกยังเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น”

“… ก็ท่านอาศัยการเห็นถามอยู่บ่อยๆ ได้ถึงความหลงใหลไปในทิฐิที่ท่านยึดมั่นแล้ว และท่านก็ไม่ได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อยแต่ความสงบ ณ ภายในที่เรากล่าวแล้วนี้ เพราะเหตุนั้นจึงตั้งอยู่โดยความเป็นผู้หลง ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะ หรือด้วยทิฐิว่า เราเป็นผู้เสมอเขาวิเศษกว่าเขา หรือเลวกว่า เขาผู้นั้นพึงวิวาท เพราะมานะหรือทิฐินั้น ผู้ใดไม่หวั่นไหว ในการถือตัวว่า เสมอเขา วิเศษกว่าเขาดังนี้เป็นต้น ผู้นั้นย่อมไม่มีการวิวาท บุคคลผู้มีมานะและทิฐิอันละได้แล้วนั้น ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ จะพึงกล่าวอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงหรือจะพึงวิวาทเพราะมานะหรือทิฐิอะไรว่า ของเราจริง ของท่านเท็จ อนึ่ง ความสำคัญว่าเสมอเขาหรือว่าไม่เสมอเขา ย่อมไม่มีในผู้ใด ผู้นั้นจะพึงโต้ตอบวาทะกับใครๆ มุนีละอาลัยได้แล้ว ไม่ระลึกถึงอารมณ์เครื่องกำหนดหมาย ไม่กระทำความสนิทสนมในชาวบ้าน เป็นผู้สงัดจากกาม ไม่ทำอัตภาพให้เกิดต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกับคนบุคคลผู้ประเสริฐ สงัดแล้วจากธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงถือเอาธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่านั้นขึ้น กล่าว มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก เหมือนดอกปทุมมีก้านเป็นหนาม เกิดในน้ำโคลนตม ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม ฉะนั้น บุคคลผู้ถึงเวทคือมรรค ๔ เป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฐิ บุคคลนั้นไม่กลับมาสู่มานะด้วยการทราบอันต่างด้วยอารมณ์ มีรูปที่ได้ทราบแล้วเป็นต้น บุคคลนั้นไม่เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยตัณหามานะ และทิฐินั้น บุคคลนั้น แม้กรรมและสุตะพึงนำไปไม่ได้ บุคคลนั้นอันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมนำเข้าไปไม่ได้แล้ว ในนิเวศน์ คือ ตัณหาและทิฐิ กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้แล้ว ความหลงทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญาชนเหล่าใดยึดถือกามสัญญาและทิฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกัน เที่ยวไปอยู่ในโลก ฯ

จบมาคันทิยสูตรที่ 9

 

มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

เปรียบผู้บริโภคกามเหมือนคนตาบอด

[๒๘๘] ดูกรมาคัณฑิยะ เปรียบเหมือนบุรุษตาบอดมาแต่กำเนิด เขาไม่ได้เห็นรูปดำและขาว ไม่ได้เห็นรูปสีเขียว ไม่ได้เห็นรูปสีเหลือง ไม่ได้เห็นรูปสีแดง ไม่ได้เห็นรูปสีชมพูไม่ได้เห็นที่อันเสมอและไม่เสมอ ไม่ได้เห็นรูปหมู่ดาว ไม่ได้เห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เขาได้ฟังต่อคนผู้มีจักษุกล่าวว่า ดูกรผู้เจริญ ผ้าขาวผ่องงาม ไม่มีมลทินสะอาดหนอ ดังนี้. เขาพึงเที่ยวแสวงหาผ้าขาวผ่อง. บุรุษคนหนึ่งเอาผ้าเทียมเปื้อนเขม่ามาลวงบุรุษตาบอดแต่กำเนิดนั้นว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ผ้าของท่านผืนนี้ เป็นผ้าขาวผ่องงามไม่มีมลทิน สะอาด ดังนี้. เขารับเอาผ้านั้นไว้ห่ม แล้วดีใจ เปล่งวาจาแสดงความดีใจว่า ท่านผู้เจริญ ผ้าขาวผ่องงาม ไม่มีมลทินสะอาด ดังนี้. ดูกรมาคัณฑิยะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษตาบอด แต่กำเนิดนั้น รู้อยู่ เห็นอยู่ รับเอาผ้าเทียมอันเปื้อนเขม่านั้นไว้ห่ม แล้วดีใจ เปล่งวาจาแสดงความดีใจว่า ท่านผู้เจริญ ผ้าขาวผ่องงามไม่มีมลทินสะอาดหนอ ดังนี้ หรือว่าเปล่งวาจาแสดงความยินดี ด้วยเชื่อต่อบุคคลผู้มีจักษุเล่า?

ท่านพระโคดม บุรุษตาบอดแต่กำเนิดนั้น ไม่รู้ไม่เห็นเลย รับเอาผ้าเทียมอันเปื้อนเขม่าเข้าไว้ห่ม แล้วดีใจ เปล่งวาจาแสดงความดีใจว่า ท่านผู้เจริญ ผ้าขาวผ่องไม่มีมลทินสะอาดหนอดังนี้ ด้วยเชื่อต่อบุคคลผู้มีจักษุเท่านั้น

ดูกรมาคัณฑิยะ ปริพาชกอัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มีจักษุ ไม่รู้ความไม่มีโรค ไม่เห็นพระนิพพาน เออก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ยังกล่าวคาถานี้ได้ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้. ดูกรมาคัณฑิยะ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้ตรัสพระคาถาไว้ว่า

ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งบรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรม ทางมีองค์แปด เป็นทางเกษม.

บัดนี้ คาถานั้นเป็นคาถาของปุถุชนไปโดยลำดับ. ดูกรมาคัณฑิยะ กายนี้แลเป็นดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ ท่านนั้นกล่าวกายนี้เป็นดังโรคเป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ว่า ท่านพระโคดม ความไม่มีโรคนั้นคืออันนี้ นิพพานนั้นคืออันนี้. ก็ท่านไม่มีจักษุของพระอริยะ อันเป็นเครื่องรู้ความไม่มีโรคอันเป็นเครื่องเห็นนิพพาน…

…พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว มาคัณฑิยปริพาชกได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

“ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทางหรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด. ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา อุปสมบท ในสำนักท่านพระโคดม”

มาคัณฑิยปริพาชกได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้วเมื่อท่านมาคัณฑิยะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกไปอยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรมีตนส่งไปแล้ว ไม่ช้านานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็บรรพชิต โดยชอบ ต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ท่านมาคัณฑิยะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.

จบ มาคัณฑิยสูตรที่ 5.

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่แคว้นกุรุ…พราหมณ์มาคันทิยะมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อนางมาคันทิยาซึ่งงามปานนางอัปสร มีลักษณะประหนึ่งนางแก้ว…ด้วยความงามของลูกสาวที่มีถึงเพียงนี้ ทำให้มาคันทิยพราหมณ์จึงไม่ยอมยกลูกสาวให้ใคร โดยคิดว่าจะยกให้พระเจ้าจักรพรรดิ์เท่านั้นถึงจะมีความเหมาะสมกับลูกของตน กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ในเมืองกุรุนี้เช่นกัน ทรงทราบด้วยพระญาณของพระองค์ว่าสามารถช่วยให้มาคันทิยพราหมณ์ให้ถึงความเป็นอนาคามีได้จึงไปปรากฎตัวให้เห็น ซึ่งเมื่อพราหมณ์มาคันทิยะเห็นพระพุทธเจ้าก็คิดจะยกลูกสาวให้เพราะเจอบุคคลที่คู่ควร จึงเร่งไปพาบุตรสาวและนางพราหมณีมายังที่พระพุทธเจ้ายืนอยู่ ทว่า กลับพบเพียงรอยพระบาทของพระองค์เท่านั้น ส่วนนางพราหมณีเมื่อเห็นรอยพระบาทนั้นนางพราหมณีก็บอกแก่พราหมณ์ว่านี่มิใช่รอยเท้าของผู้เสพกาม หรือมักเสพเมถุนเพราะมีความเรียบเสมอกัน…ลักษณะฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้านอกจากจะมีความเรียบเสมอกันแล้ว ยังมีกงจักรเกิดขึ้นและมีส้นพระบาทยาว การที่ฝ่าพระบาทมีลักษณะพิเศษคือมีกงจักรอยู่นั้น เพราะพระพุทธเจ้าได้นำสุขมาให้แก่มหาชนเป็นอันมาก…เป็นผู้บริวารมาก…การมีส้นพระบาทยาวเพราะเป็นผู้งดเว้นจากการปาณาติบาต มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลายและเป็นผลให้พระองค์มีพระชนมายุยืนยาว แล้วในลักษณะฝ่าพระบาทที่พิเศษนี้ทำให้นางพรามณีสังเกตเห็นได้ จึงมั่นใจว่าไม่สามารถให้ยกบุตรสาวให้แก่ผู้ปราศจากกามไม่เสพเมถุนผู้นี้ได้

…อย่างไรก็ตาม พราหมณ์มาคันทิยะก็พบพระพุทธเจ้าจนได้ จึงนำนางมาคันทิยาไปพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลยแสดงธรรมแก่พราหมณ์มาคันทิยะถึงตอนที่พระองค์ตรัสรู้ และ พบกับธิดามารทั้ง 3 มายั่วยวนประเล้าประโลม หากพระองค์มิได้มีจิตกำหนัดในหญิงทั้ง 3 แม้แต่น้อย ฉะนั้นจึงไม่มีจิตกำหนัดในนางมาคันทิยาเช่นกัน ทรงกล่าวแก่พราหมณ์มาคันทิยะว่า

“…เรามิได้มีความพอใจในเมถุนเพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และ นางราคา ไฉนเล่าจะมีความพอใจในการเห็นธิดาของท่านนี้ซึ่งเต็มไปด้วยมูตรและกรีส คืออุจจาระและปัสสาวะ เราไม่ปรารถนาที่จะถูกต้องธิดาของท่านแม้ด้วยเท้า…”

…ร่างกายของมนุษย์เปรียบเหมือนถุงหนังที่มีของเสียไหลเข้าไหลออก แต่เทวดาจะมีกายที่ละเอียดไม่มีของเหม็นไหลเข้าไหลออกเหมือนกายมนุษย์…ซึ่งการที่พระพุทธเจ้าตรัสเช่นนี้ก็เพื่อให้มาคันทิยพราหมณ์ได้ฉุกคิดตรงจุดนี้ (และเหตุที่พระองค์ได้ตรัสกับมาคัณทิยพราหมณ์เรื่องนี้จึงทำให้นางมาคันทิยาผูกใจเจ็บอาฆาตพระพุทธเจ้านับแต่นั้น ภายหลังนางมาคัณทิยาได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน ) …เมื่อมาคันทิยพราหมณ์ได้สติกลับมาใคร่ครวญในส่ิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็ได้ไต่ถามถึงศีลและพรตที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามว่าเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงยกเรื่องทิฐิ 62 ขึ้นมา…ซึ่งพระองค์ก็ไม่เอาทิฐิ 62 นี้ด้วยไม่ว่าศีลและพรตข้อไหนก็ไม่เอา เมื่อไม่เอาแล้วก็จะนิพพานซึ่งพรามณ์ฯ ไม่เข้าใจเรื่องนิพพานนี้…พระพุทธเจ้าจึงอ้างอิงถึงศีลและพรตที่มาคันทิยพราหมณ์เข้าใจว่าไม่ใช่เหล่านั้น และการเว้นจากศีลและประพฤติเหล่านั้นก็ไม่ใช่การไปนิพพาน…เพราะยังมีภพ ภวตัณหา วิภวตัณหา…การจะนิพพานได้นั้นต้องละทั้งทิฐิ 62 และ มานะ 9 …และเมื่อบุคคลที่ละตรงจุดนี้ได้แล้วถึงจะเรียกว่า เป็นผู้ลอยบาปอย่างแท้จริง …ภายหลังมาคันทิยพราหมณ์ก็ได้อุปสมบทและบรรลุเป็นพระอรหันต์ในธรรมะวินัยนี้

บุคคลผู้อยู่ในโลกถ้าได้ปฏิบัติตามมรรค 8 จะมีลักษณะเหมือนดอกบัวหรือใบบัว เกิดจากขี้ตมแต่เมื่อเป็นดอกบัวหรือใบบัวแล้ว น้ำหรือขี้ตมนั้นก็ไม่สามารถมาแปดเปื้อนดอกบัวและใบบัวนั้นได้…ถ้าเราปฏิบัติตามมรรค 8 เราก็สามารถพ้นจากตัณหา กิเลส และเครื่องร้อยรัดนั้นได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

มาคัณฑิยสูตร
Tagged on: