ฟัง “อัฏฐกนาครสูตร”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 02/11/2560

ฟัง “ประตูแห่งอมตะธรรม”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 03/11/2560



HIGHLIGHTS:

  • สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับเป็นธรรมดา เธอเมื่อตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
  • สิ่งใดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งย่อมมีความไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา การเพลิดเพลินพอใจในสมาธิที่ได้จะทำให้เกิดความทุกข์ใจเวลาสมาธิเสื่อม
  • การเห็นตามเป็นจริงถึงความเปลี่ยนแปลงของสมาธิในแต่ละขั้น จะทำให้เราเกิดปัญญาและสามารถทำให้เราหลุดพ้นเข้าถึงพระนิพพานได้ หรือสามารถละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 ได้

บทคัดย่อ

…มีในสมัยหนึ่งท่านพระอานนท์อาศัยอยู่ ณ หมู่บ้านเวฬุวคาม เขตนครเวสาลี สมัยนั้น คหบดีทสมะเป็นชาวเมืองอัฐกะไปยังเมืองปาฏีลีบุตรด้วยกรณียกิจอย่างหนึ่ง…ได้เข้าไปหาพระอานนท์ถึงที่อยู่ แล้วได้ไหว้พระอานนท์นั่งลงที่ส่วนข้างหนึ่ง กราบเรียนถามท่านพระอานนท์ว่า…

“ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ธรรมะอันหนึ่งที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาทมีความเพียร มีความเด็ดเดี่ยว จิตที่ยังไม่หลุดพ้นก็หลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นรอบก็ถึงความสิ้นรอบไปและย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลสอันเป็นเครื่องประกอบไว้อย่างไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า…ที่พระผู้มีพระภาคฯ ตรัสไว้แล้วมีอยู่หรืออย่างไร”

“มีอยู่ท่านคหบดี…ภิกษุในธรรมะวินัยนี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาณ มีวิตกวิจารมีปีติสุขและสุขอันเกิดจากความวิเวก เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า แม้ปฐมฌาณ อันมีเหตุปัจจัยก่อสร้างขึ้นก็เหตุสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับเป็นธรรมดาดังนี้ เธอเมื่อตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะยังมีความยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือ สมถะและวิปัสสนานั้น และเพราะความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัดคือ สังโยชน์เบื่องต่ำ 5 อย่าง เธอย่อมถึงความเป็นโอปาติกะคือ ผุดเกิดขึ้นเป็นอนาคามี จะปรินิพพานในที่อุบัติเกิดนั้นมีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา คหบดีธรรมะอันหนึ่งนี้แหละที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยว จิตที่ไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นรอบย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลส…อันพระผู้มีพระภาคฯ…ตรัสไว้แล้ว…

ข้ออื่นยังมีอีก…คือภิกษุบรรลุทุติยฌาณมีความผ่องใสแห่งใจในภายในเป็นธรรมอันเอกอุขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป มีปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิแล้วตั้งอยู่ในธรรม…เธอเมื่อพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้ทุติยฌาณอันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น…สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปัจจัยสร้างขึ้น…สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา…เมื่อตั้งอยู่ในธรรมคือ สมถะและวิปัสสนานั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ…ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะเพราะมีความเพลิดเพลินในสมถะและวิปัสสนา เธอย่อมเป็น…อนาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัด 5 อย่าง มีการปรินิพพานในภพที่ไปเกิดไม่มีการเวียนกลับจากโลกนั้น…คหบดีข้ออื่นยังมีอีก คือภิกษุมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะความสิ้นไปแห่งปีติจึงบรรลุตติยฌาณ อันพระอริยเจ้าสรรเสริญว่า ผู้บรรลุฌาณนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นปกติสุข เธอพิจารณาอยู่ย่อมรู้ว่า แม้ตติยฌาณอันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง…สิ่งใดมีเหตุปัจจัยสร้างขึ้นสิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยงมีความดับเป็นธรรมดา เมื่อเธอตั้งอยู่ในธรรม คือสมถะและวิปัสสนานั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะยังเพลินอยู่ในสมถะและวิปัสสนา เธอย่อมเป็นโอปาติกะ คืออนาคามีเพราะความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัด 5 อย่าง มีการปรินิพพานในที่ไปเกิดนั้น ไม่มีการเวียนกลับจากโลกนั้น

…ข้ออื่นยังมีอีก…เพราะบรรลุจตุตถฌาณ อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะความดับหายไปของโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนมีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ เธอพิจารณาเห็นชัดว่า แม้จตุตถฌาณมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นก่อสร้างขึ้น…สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นนั้นไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเธอตั้งอยู่ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา…ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือ สมถะและวิปัสสนา…เธอย่อมเป็นโอปาติกะ คืออนาคามีเพราะความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัด 5 อย่าง มีการปรินิพพานในที่ไปเกิดนั้น…คหบดีข้ออื่นยังมีอีก คือภิกษุมีใจประกอบไปด้วยเมตตาแผ่ไปสู่ทิศเบื้องหน้า เบื้องขวา เบื้องหลัง เบื้องซ้ายเป็นจิตไพบูลย์ใหญ่หลวง ไม่มีเวรไม่มีประมาณไม่มีพยาบาท…แผ่ไปทุกทิศทาง เมื่อเธอพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมรู้ชัดว่าแม้เจโตวิมุติ อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น…ก็สิ่งใดอันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น…สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอตั้งอยู่ใน เมตตาเจโตวิมุติ นั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเพราะยังยึดถือเพลิดเพลินในสมถะและวิปัสสนา เธอย่อมเป็นสัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นคือ โอปาติกะจะปรินิพพานในภพที่ไปเกิดนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัดเบื้องต่ำ 5 อย่าง จะไม่เวียนกลับจากโลกนั้น…ข้ออื่นยังมีอีก…ภิกษุมีใจประกอบไปด้วยกรุณา แผ่ไปยังทิศเบื้องหน้า เบื้องขวา เบื้องหลัง เบื้องซ้ายเบื้องบนและเบื้องล่าง มีใจกรุณาเป็นจิตไพบูลย์ใหญ่หลวง ไม่มีเวรไม่มีประมาณไม่มีพยาบาท แผ่ไปยังสัตว์โลกทั่วทุกทิศทาง เธอย่อมพิจารณารู้ชัดว่า แม้กรุณาเจโตวิมุติ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นก่อสร้างขึ้น…สิ่งใดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา เธอเมื่อตั้งอยู่ในกรุณาเจโตวิมุติ ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะเพราะยังยินดีเพลิดเพลินในสมถะและวิปัสสนา เธอจะเข้าถึงความเป็นอนาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัดเบื้องต่ำ 5 อย่าง…

ธรรมะแม้ข้ออื่นยังมีอีก…ภิกษุมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวมีใจประกอบด้วยมุทิตา เป็นจิตไพบูลย์ใหญ่หลวงไม่มีเวรไม่มีประมาณ ไม่มีพยาบาท แผ่ไปทั่วทุกทิศทางเสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่…เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ย่อมรู้ชัดว่า แม้มุทิตาเจโตวิมุติ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น…สิ่งใดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งก่อสร้างขึ้น…สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะเพราะยังยินดีในธรรมคือ สมถะและวิปัสสนา แต่เพราะมีความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัดเบื้องต่ำ 5 อย่าง ย่อมเป็นการบรรลุอนาคามีและจะปรินิพพานในที่ไปเกิดนั้นมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา…อีกประการหนึ่ง ภิกษุใดประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปยังทิศเบื้องหน้า เบื้องขวา เบื้องหลังเบื้องซ้าย…ทุกทิศเสมอหน้ากัน เธอพิจารณารู้ย่อมชัดอย่างนี้ว่าแม้อุเบกขาเจโตวิมุติ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง…สิ่งใดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง…สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เธอเมื่อตั้งอยู่ในอุเบกขาเจโตวิมุติ ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเพราะยังยินดีเพลิดเพลินในสถะและวิปัสสนา เธอย่อมถึงความเป็นโอปาติกะคืออนาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัดเบื้องต่ำ 5 อย่าง…ข้ออื่นยังมีอีก คือเธอเข้าอากาสานัญจายตนะ ด้วยการทำในใจว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุดเพราะไม่ก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะความดับไปแห่งปฏิฆะสัญญา เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่ เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้อากาสาสมาบัติ นี้มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น…สิ่งใดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นสิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง…แล้วเธอตั้งอยู่ในธรรมนั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะยังเพลิดเพลินในสมถะและวิปัสสนา ย่อมเป็นโอปาติกะคือผุดเกิดขึ้นแล้วจะปรินิพพานในภพนั้น…เพราะความสิ้นไปแห่งเครื่องร้อยรัดเบื้องต่ำ 5 อย่าง….ภิกษุนั้นเข้าถึง วิญญานัญจายตนะสมาบัติ ด้วยการทำในใจว่าวิญญาณหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ เมื่อเธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้วิญญานัญจายตนะสมาบัตินี้มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น…สิ่งใดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง…สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา แล้วเธอตั้งอยู่ในธรรมนั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย…เพราะยังเพลิดเพลินในสมถะและวิปัสสนานั้นย่อมถึงความเป็นโอปาติกะ…คืออนาคามี มีอันปรินิพพานในภพนั้นไม่มีการเวียนกลับจากโลกนั้น…ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุบรรลุอากิญจัญญายตนะด้วยการก้าวล่วงวิญญานัญจายตนะ เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ย่อมรู้ชัดว่า แม้อากิญจัญญายตนะสมาบัติ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งใดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดาดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ เธอย่อมเป็นโอปาติกะคืออนาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 อย่าง”

ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ บุรุษผู้ซึ่งแสวงหาขุมทรัพย์ขุมหนึ่ง ได้พบขุมทรัพย์ทั้ง 11 ในคราวเดียวกันฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น กำลังแสวงหาประตูประตูหนึ่ง ได้พบประตูอมตะถึง 11 ประตูในคราวเดียว…ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ เรือนของบุรุษมีประตู 11 ประตู เมื่อเรือนนั้นถูกไฟไหม้ บุรุษเจ้าของเรือนอาจทำตนให้สวัสดี โดยประตูแม้ประตูหนึ่งๆ ได้ ฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น จักอาจทำตนให้สวัสดีได้โดยประตูอมตะ แม้ประตูหนึ่งๆ แห่งประตูอมตะ 11 ประตูนี้”

ลำดับนั้น ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ ให้ประชุมภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในเมืองปาตลีบุตร และเมืองเวสาลี พร้อมกันแล้วให้อิ่มหนำเพียงพอด้วยขาทนียะ โภชนียะ อันประณีต ด้วยมือของตน ให้ภิกษุครองคู่ผ้ารูปละคู่ๆ และได้ให้ท่านพระอานนท์ครองไตรจีวร แล้วให้สร้างวิหาร 500 ถวายท่านพระอานนท์ ดังนี้แล.

 

…พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้า…พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว คำสอนที่เหลืออยู่ได้มีการทรงจำต่อๆ กันมาจากเหล่าสาวกและบันทึกเป็นคัมภีร์ให้เราได้ศึกษาถึงตัวแม่บท (มาติกา) หรือตัวต้นบัญญัติซึ่งล้วนมาจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น การศึกษาตรงนี้จึงเป็นหลักการที่สำคัญ เพราะทำให้เกิดความแตกฉานในเรื่องที่เราศึกษาค้นคว้าให้มีความแจ่มแจ้งมากขึ้น…สัปดาห์นี้ได้นำเสนอเรื่องของ ทสมคหบดี ชาวเมืองอัฐกะ ซึ่งพระสูตรที่นำเสนอในตอนนี้ ไม่ใช่พุทธพจน์ แต่เป็นคำของท่านพระอานนท์ ในขณะนั้น พระอานนท์ได้อยู่ที่เมืองปาฏลีบุตร (เป็นเหตุการณ์หลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า) ส่วนทสมคหบดีอยู่ที่เมืองปาฏลีบุตรเช่นกัน เมื่อทราบข่าวว่าพระอานนท์อยู่ที่หมู่บ้านเวฬุวคามจึงได้เข้าไปสอบถามท่านพระอานนท์ ซึ่งการที่ผู้ครองเรือนที่ยังบริโภคกามแล้วเข้าไปหาสมณะ สอบถามปัญหาธรรมะ สิ่งนั้นถือเป็นองค์คุณของผู้ที่สามารถทำให้ปัญญาเกิดขึ้นได้ ทสมคหมบดีจึงเป็นตัวอย่างของผู้ครองเรือนในเรื่องนี้

…เมื่อพบพระอานนท์แล้ว ทสคหบดีได้ถามปัญหาธรรม ธรรมะเพียงข้อเดียวที่เมื่อปฏิบัติแล้วจะทำให้ถึงความหลุดพ้นสิ้นอาสวะเข้าสู่นิพพาน ซึ่งท่านพระอานนท์ได้ยินคำถามนั้นก็ได้ยืนยันว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเกี่ยวกับการทำอาสวะให้สิ้นนั้นมีอยู่ จากนั้นท่านพระอานนท์จึงได้อธิบายธรรมะนั้นแก่ทสมคหบดีทั้งหมด 11 ข้อ โดย 4 ข้อแรกอธิบายถึง ฌาณสมาธิทั้ง 4 ขั้น (รูปฌาณ) ไล่เรียงตั้งแต่ฌาณที่ 1 แจกแจงให้เห็นถึงการมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดสมาธิ เมื่อสิ่งใดมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งย่อมมีความไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ถ้าเคยมีเคยได้ก็อย่าคาดหวังว่ามันจะเที่ยง และหากมีความเพลิดเพลินพอใจในสมาธิที่ได้ เมื่อไม่ได้เช่นเดิมก็เกิดความทุกข์ใจเวลาสมาธิเสื่อม พระอานนท์จึงชี้ให้ทสมคหบดีเห็นความไม่เที่ยงของสมาธิในแต่ละขั้น…ซึ่งการเห็นความจริงตรงนี้ถือเป็นวิปัสสนา คือเห็นตามความเป็นจริง เมื่อเห็นอยู่อย่างต่อเนื่องก็จะถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ถ้ายังเพลินในสมาธิบ้าง มีการหลีกออกจากกามอยู่ก็จะสามารถละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 เป็นพระอนาคามี มีการปรินิพพานในภพที่ไปเกิดโดยไม่เวียนกลับอีก การอธิบายในฌาณที่ 2…3…ฌาณ 4 ก็อธิบายแจกแจงให้เห็นความเป็นอนัตตาเช่นกัน…นอกจากนี้ยังอธิบายถึง อัปปมัญญา 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา ในแต่ละอย่างนั้นให้แผ่ไปทุกทิศทุกทางอย่างไม่มีประมาณเสมอหน้ากัน ซึ่งความนุ่มนวลที่แผ่ออกไปตรงนี้จัดเป็นสมถะ…ชี้ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเหมือนที่อธิบายไว้ในฌาณที่ 1 – 4 ว่าอาศัยเหตุปัจจัยในการปรุงแต่งเช่นกัน และเมื่อปฏิบัติเห็นความไม่เที่ยงอยู่เรื่อยๆ ก็สามารถที่จะทำอาสวะให้สิ้นได้ นอกจากนี้ ได้แจกแจงถึง อรูปฌาณ คือ อากาสานัญจายตน , วิญญาณัญจายตนะ , อากิญจัญญายตน (พระสูตรนี้ พระอานนท์กล่าวเพียง อรูปฌาณ 3 ขั้น มิได้กล่าวถึง เนวสัญญานาสัญญายตน)

…ทสมคหบดีดีใจมากที่ได้รับคำตอบโดยละเอียดถึง 11 ข้อ จากข้อคำถามเพียงข้อเดียว เปรียบเหมือนบุรุษที่ออกไปหาขุมทรัพย์เพียงขุมเดียวแต่ได้พบขุมทรัพย์ถึง 11 ขุม และเป็นเช่นคนที่หาทางออกยามไฟไหม้เรือนที่พบทางออกเพียงทางเดียวก็สามารถเอาชีวิตรอดได้ แต่เมื่อได้พบประตูทางออกถึง 11 ประตูก็ย่อมถึงทางรอดพ้นได้ไม่ยาก ทสมบดีปีติดีใจมากจึงได้ทำการบูชาพระอานนท์พร้อมทั้งสร้างวิหาร 500 ถวายท่านพระอานนท์สืบไป

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อัฏฐกนาครสูตร
Tagged on: