download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 25/10/2560



HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจด้วยสิ่งเป็นที่รักและทุกข์ย่อมเกิดแต่ของที่รักได้อย่างไร
  • ว่าด้วยฐานะ ๕ ประการที่ใครๆ ไม่พึงได้
  • เมื่อสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก ควรทำอย่างไร

บทคัดย่อ

“มันเป็นอย่างนั้นแหละๆ คหบดี ! โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสทั้งหลายนั้น เกิดจากของรัก มีของรักเป็นแดนเกิด”

เป็นตอนที่นำพระสูตรเกี่ยวข้องกับการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก สิ่งอันเป็นที่รักนั้นทำให้เกิดทุกข์ และเมื่อสูญเสียสิ่งที่เป็นที่รักแล้วควรจะปฏิบัติอย่างไร แบ่งเป็นพระสูตรตามลำดับดังนี้

 

ปิยชาติกสูตร ว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก

เป็นพระสูตรขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวัน ได้มีคฤหบดีที่เพิ่งสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักไป คฤหบดีมีหน้าตาอมทุกข์ ได้แต่คร่ำครวญถึงบุตรน้อยว่า

…บุตรน้อยคนเดียวอยู่ไหน บุตรน้อยคนเดียวอยู่ไหน…

เขาได้เดินทางมากราบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามทำไมว่ามีหน้าตาผิดปกติไม่มีแก่จิตแก่ใจ เขาจึงกราบเรียนถึงสาเหตุว่า

…หน้าตาของข้าพเจ้าจะไม่ผิดปกติได้อย่างไรเล่า, เพราะว่า บุตรน้อยเป็นที่รักที่พอใจคนเดียว ของข้าพเจ้า ตาย เสียแล้ว…เพราะการตายของบุตรน้อยนั้น การงานก็มืดมน ข้าวปลาอาหารก็มืดมน…

พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบเขาไปว่า

“มันเป็นอย่างนั้นแหละๆ คหบดี ! โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสทั้งหลายนั้น เกิดจากของรัก มีของรักเป็นแดนเกิด”

แต่ความรู้สึกของบุถุชน ไขว้กันอยู่เสมอต่อหลักแห่งอริยสัจ คฤหบดีไม่่ยอมรับไม่คัดค้านกับคำของพระพุทธองค์ ได้เดินจากไปหากลุ่มคนที่เล่นสกาที่มีความเห็นพ้องกับเขาว่า

“ถูกแล้ว ๆ ท่านคหบดี! ความเพลิดเพลินและโสมนัสเกิดแต่ของรัก มีของรักเป็นแดนเกิดอย่างแน่นอน” ดังนี้ ; เขาก็พอใจว่าความคิดของเขาตรงกันกับความคิดของนักเลงสะกาทั้งหลาย ดังนี้แล้วก็หลีกไป

 

ทุกข์ย่อมเกิดแต่ของที่รัก

เรื่องข้างต้นได้แพร่เข้าไปถึงพระราชวัง พระเจ้าปเสนทิโกสลต้องการทราบความหมายของข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัส จึงได้ตรัสถามความหมายแก่พระนางมัลลิกา แต่พระนางมัลลิกาตอบไม่ได้ ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกสลตรัสว่า

“..ดูกรมัลลิกา เธออนุโมทนาตามพระดำรัสที่พระสมณโคดมตรัสเท่านั้นว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้าคำนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสจริง คำนั้นก็เป็นอย่างนั้น. เปรียบเหมือนศิษย์อนุโมทนาตามคำที่อาจารย์กล่าวว่า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ท่านอาจารย์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ท่านอาจารย์ ฉะนั้น ดูกรมัลลิกา เธอจงหลบหน้าไปเสีย เธอจงพินาศ”.

พระนางจึงให้พราหมณ์ชื่อนาฬิชังฆะไปเฝ้ากราบเรียถามความหมายจากพระพุทธเจ้า แล้วให้จำมาบอกแก่พระนาง พราหมณ์ได้ไปเฝ้าและพระพุทธเจ้าได้ยกตัวอย่างหลายตัวอย่าง เช่น

“ดูกรพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้แล มารดาของหญิง คนหนึ่งได้ทำกาละ. เพราะการทำกาละของมารดานั้น หญิงคนนั้นเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน เข้าไปตาม ถนนทุกถนน ตามตรอกทุกตรอก แล้วได้ถามอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายได้พบมารดาของฉันบ้างไหม ท่านทั้งหลายได้พบมารดาของฉันบ้างไหม.?

ดูกรพราหมณ์ ข้อว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รักอย่างไร ท่านพึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ดูกรพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้แล บิดาของหญิงคนหนึ่งได้ทำกาละ … พี่น้องชาย พี่น้องหญิง บุตร ธิดา บิดาของหญิงคนหนึ่งได้ทำกาละ. เพราะการทำกาละของ บิดาเป็นต้นนั้น หญิงคนนั้นเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน เข้าไปตามถนนทุกถนน ตามตรอกทุกตรอก แล้วได้ถามอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายได้พบบิดาเป็นต้นของฉันบ้างไหม ท่านทั้งหลายได้พบบิดา เป็นต้นของฉันบ้างไหม?

ดูกรพราหมณ์ ข้อว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รัก อย่างไร ท่านพึงทราบโดยปริยายแม้นี้แล….”

และได้ยกตัวอย่างมารดาของชายคนหนึ่งได้ทำกาละลงในปริยายเดียวกับข้างบน นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างของคนที่รักกันแต่ไม่สมหวังในรัก ฝ่ายชายจึงฆ่าหญิงนั้นแล้วฆ่าตัวเองตาม

“ครั้งนั้นแล บุรุษผู้เป็นสามีได้ตัดหญิงผู้เป็นภรรยานั้นออกเป็นสองท่อน แล้วจึงผ่าตนด้วย ความรักว่า เราทั้งสองจักตายไปด้วยกัน. ดูกรพราหมณ์ ข้อว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดแต่ของที่รัก อย่างไร ท่านพึงโปรดทราบโดยปริยายแม้นี้”

เมื่อพระนางได้ฟังจากพราหมณ์แล้ว ก็ได้ทูลอธิบายเป็นการถามตอบถึงสิ่งอันเป็นที่รักของพระเจ้าปเสนทิโกสล ที่ถ้ามีความแปรปรวนไป พระองค์จะรู้สึกเช่นไร ไล่มาตั้งแต่ วชิรีกุมารีอันเป็นที่รัก พระนางวาสภขัตติยาอันเป็นที่รัก วิฑูฑภเสนาบดีอันเป็นที่รัก ตัวพระนางเอง หรือแคว้นกาสีแคว้นโกสลแปรปรวนไป เป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบต่อสิ่งใกล้ตัวทำให้พระเจ้าปเสนทิโกสลเข้าใจและเห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นมีปัญญาเป็นที่สุด

ข้าแต่พระมหาราชา ทูลกระหม่อมจะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็นไฉน หม่อมฉันเป็นที่รักของทูลกระหม่อมหรือ เพคะ?

ป. อย่างนั้น มัลลิกา เธอเป็นที่รักของฉัน

ม. ข้าแต่พระมหาราชา ทูลกระหม่อมจะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็นไฉน เพราะ หม่อมฉันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จะพึงเกิด แก่ทูลกระหม่อมหรือหาไม่ เพคะ?

…ดูกรมัลลิกา เพราะเธอแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป แม้ชีวิตของฉันก็พึงเป็นอย่างอื่น ไป ทำไม โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จักไม่เกิดแก่ฉันเล่า…

 

โกสลสูตรและฐานสูตร

เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเตือนสติพระเจ้าปเสนทิโกสลที่สูญเสียพระนางมัลลิกาอันเป็นที่รัก

“สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น พระนางมัลลิกาเทวีได้ทิวงคต ครั้งนั้นราชบุรุษคนหนึ่งเข้าไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ใกล้พระกรรณว่า ขอเดชะพระนางมัลลิกาเทวีได้ทิวงคตแล้ว ครั้นเขากราบทูลดังนี้แล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงมีทุกข์โทมนัส ประทับนั่งเหงาหงอย ก้มพระพักตร์ เศร้าสลด อัดอั้นครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบดังนั้นแล้ว จึงตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าดูกรมหาบพิตร ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มารพรหม หรือ ใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ฐานะว่า ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าแก่ ๑ ฯลฯ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ดังนี้ ฯ”

…ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสมณะ พราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่พึงได้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ฐานะว่า ขอสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าแก่ ๑ ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าเจ็บไข้ ๑ ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา[ของเรา] อย่าตาย ๑ ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าสิ้นไป ๑ ขอสิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดา [ของเรา] อย่าฉิบหาย ๑ อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา ของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมแก่ไป เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว เขาย่อมไม่เห็นดังนี้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราผู้เดียวเท่านั้น แก่ไป โดยที่แท้ สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ การอุปบัติ ย่อมแก่ไปทั้งสิ้น ส่วนเราเอง ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว พึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไรทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย แม้อาหารเราก็ไม่อยากรับประทาน แม้กายก็พึงเศร้าหมอง ซูบผอม แม้การงานก็พึงหยุดชะงัก แม้พวกอมิตรก็พึงดีใจ แม้พวกมิตรพึงเสียใจ ดังนี้ เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย นี้เรียกว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศร คือ ความโศกที่มีพิษแทงเข้าแล้ว ย่อมทำตนให้เดือดร้อน…

…ฐานะ ๕ ประการนี้แล อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ฯ

ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้ อันใครๆ ย่อมไม่ได้เพราะ การเศร้าโศก เพราะการคร่ำครวญ พวกอมิตรทราบว่าเขา เศร้าโศก เป็นทุกข์ ย่อมดีใจ ก็คราวใด บัณฑิตผู้พิจารณารู้เนื้อความ ไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหมด คราวนั้น พวกอมิตรเห็นหน้าอันไม่ผิดปรกติของบัณฑิตนั้น ยิ้มแย้มตามเคยย่อมเป็นทุกข์ บัณฑิตพึงได้ประโยชน์ในที่ใดๆ ด้วยประการใดๆ เพราะการสรรเสริญ เพราะความรู้ เพราะกล่าวคำสุภาษิต เพราะการบำเพ็ญทาน หรือเพราะประเพณีของตนก็พึงบากบั่นในที่นั้นๆ ด้วยประการนั้นๆ ถ้าพึงทราบว่า ความต้องการอย่างนี้อันเราหรือผู้อื่นไม่พึงได้ไซร้ ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรตั้งใจทำงานโดยเด็ดขาดว่า บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ดังนี้ ฯ

นารทสูตร ว่าด้วยพระนารทะ

ท่านพระนารทะอยู่ที่กุกกุฏาราม เขตกรุงปาตลีบุตร พระเจ้ามันทะผู้ครองนครได้สูญเสียพระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอพระทัยสวรรคตแล้ว เมื่อพระนางภัททาราชเทวีสวรรคต พระองค์ก็ไม่สรงสนาน ไม่แต่งพระองค์ ไม่เสวยพระกระยาหาร ไม่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ซบอยู่ที่พระศพของพระนางตลอดคืนตลอดวัน ครั้งนั้น โสการักขะมหาอำมาตย์ได้มีความคิดว่า พระองค์พึงเสด็จเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์รูปไหนหนอ ทรงสดับธรรมแล้ว จะพึงละลูกศรคือความโศกได้

ลำดับนั้น โสการักขะมหาอำมาตย์ได้คิดต่อไปว่า “ท่านพระนารทะรูปนี้อยู่ที่กุกกุฏาราม เขตกรุงปาตลีบุตร กิตติศัพท์อันงามของท่านขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า

‘เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต กล่าวถ้อยคำไพเราะมีปฏิภาณดี เป็นพระผู้ใหญ่ และเป็นพระอรหันต์’ จึงควรที่พระเจ้ามุณฑะจะเสด็จเข้าไปหาท่าน เพื่อบางทีได้ทรงสดับธรรมของท่านแล้ว จะทรงละลูกศรคือความโศกได้บ้าง”

ท่านพระนารทะได้กล่าวคาถาเตือนสติว่า

“ประโยชน์แม้เล็กน้อยในโลกนี้ ใครๆ ย่อมไม่ได้ด้วยความเศร้าโศก ย่อมไม่ได้ด้วยความคร่ำครวญ พวกศัตรูทราบว่า เขาเศร้าโศก เป็นทุกข์ ย่อมดีใจ แต่ในกาลใด บัณฑิตฉลาดในการวินิจฉัยเหตุผล ไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหลาย ในกาลนั้น พวกศัตรูเห็นหน้าซึ่งไม่ผิดปกติ ของบัณฑิตนั้น ผู้ยังยิ้มแย้มตามเคย ย่อมเป็นทุกข์ บัณฑิตพึงได้ประโยชน์ในที่ใดๆ ด้วยวิธีใดๆ คือด้วยการสรรเสริญ ด้วยการร่ายมนตร์ ด้วยการกล่าวคำสุภาษิต ด้วยการให้ หรือด้วยการอ้างประเพณี ก็พึงบากบั่นในที่นั้นๆ ด้วยวิธีนั้นๆ ถ้าทราบว่า ‘ประโยชน์นี้ เราหรือคนอื่นไม่พึงได้’ เธอผู้ไม่เศร้าโศก ควรอดทนโดยพิจารณาว่า ‘เราได้ทำงานอย่างมุ่งมั่นแล้ว บัดนี้ เราจะทำอย่างไร’”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน “ปิยชาติกสูตร ว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก” เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
  • อ่าน “ฐานสูตร” เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
  • อ่าน “โกสลสูตร” เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
  • อ่าน “นารทสูตร” เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
คำพุทธ – ทุกข์ย่อมเกิดแต่ของที่รัก (ปิยชาติกสูตร,โกสลสูตร,ฐานสูตร,นารทสูตร)
Tagged on: