ฟัง “คำพุทธ – มหาปรินิพพานสูตร ”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 19/10/2560

ฟัง “คำอธิบาย – มหาปรินิพพานสูตร ”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 20/10/2560



HIGHLIGHTS:

  • อานิสงส์ของผู้มีศีล ๕ ประการ
  • การมีศีลวิบัติมีโทษ ๕ ประการ
  • “ชนทั้งหลายเหล่าใดจะข้ามสระ คือ แม่น้ำ ชนเหล่านั้นต้องทำสะพานข้ามเปือกตมนั้นไป ประชาชนผู้ยังผูกทุ่น แต่ผู้มีปัญญาข้ามไปโดยไม่ต้องผูกทุ่น”
  • “…จงมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ…”
  • เมื่อพึ่งตนพึ่งธรรม ความดีความงามย่อมเกิดขึ้นแก่ตน

บทคัดย่อ

…ในครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคได้ประทับในเมืองนาลันทาตามพระอัธยาศัยแล้วพร้อมหมู่ภิกษุสงฆ์ใหญ่ ดำเนินไปทางหมู่บ้านปาฏลิคามแล้ว อุบาสก-อุบาสิกาเมืองปาฏลิคามได้ยินข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินมาถึง จึงได้กราบบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วไปยังอาคารรับรองเตรียมน้ำใช้น้ำฉัน ปูลาดอาสนะ…ยกประทีปน้ำมันขึ้นตั้ง เมื่อถึงเวลาพระผู้มีพระภาคได้เสด็จยังอาคารรับรองพร้อมเหล่าภิกษุและประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับชาวบ้านปาฏลิคามถึงโทษของศีลวิบัติ และ อานิสงส์ของความถึงพร้อมด้วยศีลดังนี้คือ คหบดีทั้งหลายบุคคลผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้ ได้ประสบโภคะกองใหญ่ เพราะมีความไม่ประมาทเป็นเหตุนี้คืออานิสงส์ข้อที่ ๑… คหบดีทั้งหลาย…กิตติศัพท์อันดีงามของผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยศีลย่อมกระฉ่อนไปนี่คืออานิสงส์ข้อที่ ๒….บุคคลผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยศีล เมื่อเข้าสู่บริษัทใดๆ คือกษัตริยะใดๆ พราหมณ์บริษัท คฤหัสถ์บริษัทก็ดี หรือสมณะบริษัทก็ดี ย่อมเป็นผู้องอาจไม่ขวยเขิน เข้าไปได้ในหมู่บริษัทนั้นๆ เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓…บุคคลผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยศีลย่อมไม่หลงใหลทำกาละ นี่คืออานิสงส์ข้อที่ ๔…บุคคลผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยศีล ภายหลังแต่การตาย…ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออานิสงส์ข้อที่ ๕…เหล่านี้คืออานิสงส์ ๕ ประการของความถึงพร้อมด้วยศีลของบุคคลผู้มีศีล ครั้นราตรีผ่านไปมากแล้ว…ชาวบ้านปาฏลิคามได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้ว กลับไป ส่วนพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าห้องว่างอันเป็นที่พัก…ทอดพระเนตรเห็นด้วยทิพยจักษุของพระองค์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ว่า…เทวดาอันเป็นจำนวนมากเข้าสิงหมู่บ้านปาฏลิคามที่พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์กำลังสร้างเมืองเพื่อป้องการเจ้าวัชชี…เมื่อเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ใหญ่เข้าสิงภูมิภาคใด จิตก็จะน้อมไปให้สร้างนิเวศน์ทั้งหลายแก่พระราชา-อำมาตย์ผู้มีศักดิ์ใหญ่…ก็ในเทวดาชั้นต่ำเข้าสิง ณ พื้นที่ใด จิตก็จะน้อมไปให้สร้างนิเวศน์แก่พระราชา-อำมาตย์ชั้นต่ำทั้งหลายในพื้นที่เหล่านั้น…ในยามสุดท้ายแห่งราตรีจึงตรัสกับพระอานนท์ว่า

“อานนท์ ใครสร้างเมืองในหมู่บ้านปาฏลิคามหรือ”

“…พราหมณ์ชื่อสุนีธะและวัสสการะอำมาตย์แห่งแคว้นมคธพระเจ้าข้า…”

“อานนท์ พราหมณ์สุนีธะกับวัสสการะจะสร้างเมืองเพื่อป้องกันเจ้าวัชชี เหมือนอย่างท้าวสักกะได้ปรึกษาหารือกับเทวดาทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์…อานนท์ เมืองนี้ยังเป็นที่ชุมนุมอาริยะอยู่ตราบใด ยังเป็นทางผ่านของพ่อค้าอยู่ตราบใด ตราบนั้นจะเป็นนครชั้นเลิศ ชื่อ “ปาฏลิบุตร” เป็นที่ห่อสินค้า อานนท์ นครปาฏลีบุตรจะมีอันตราย ๓ ประการ คือ จากไฟ…น้ำและการแตกสามัคคีกัน”

ต่อมาพระผู้มีพระภาคได้รับการนิมนต์จากพราหมณ์สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ให้ฉันในเรือนตน เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนากับพราหมณ์และอำมาตย์ กล่าวพระคาถาขึ้นว่า “บุคคลผู้มีเชื่อชาติบัณฑิตเข้าไปอยู่ในเชื้อชาติใด พึงเชื้อเชิญนิมนต์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริโภคในบริโภคนั้น แล้วกระทำทักษิณาทานอุทิศแก่เหล่าเทวดาทั้งหลาย เทวดาทั้งหลายเหล่านั้นย่อมบูชาตอบ…เหตุนั้นเทวดาทั้งหลายย่อมอนุเคราะห์บุรุษนั้นเหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตร…” สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังแม่น้ำคงคา น้ำในแม่น้ำคงคาก็เปี่ยมทั้งสองฝั่ง นกกายืนถึงได้ มนุษย์ทั้งหลายปรารถนาข้ามจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง บางพวกใช้เรือ บางพวกใช้แพ บางพวกใช้ทุ่น…พระองค์ทรงหายพระกายจากข้างนี้ไปปรากฏอีกฝั่งหนึ่งพร้อมภิกษุสงฆ์เหมือนบุรุษแข็งแรงเหยียดแขนออกและคู้เข้า พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรผู้ที่ปรารถนาจะข้ามฝั่ง…ทรงเปล่งอุทานว่า “ชนทั้งหลายเหล่าใดจะข้ามสระ คือ แม่น้ำ ชนเหล่านั้นต้องทำสะพานข้ามเปือกตมนั้นไป ประชาชนยังผูกทุ่น แต่ผู้มีปัญญาข้ามไปโดยไม่ต้องผูกทุ่น” …เมื่อเสด็จถึงหมู่บ้านโกฏิคามก็ได้ให้โอวาทแก่ภิกษุด้วยอริยสัจ ๔ และแสดงธรรมอันเป็นจำนวนมากกแก่หมู่ภิกษุ จากนั้นก็เสด็จถึงหมู่บ้านนาทิกะพร้อมหมู่ภิกษุ ในที่นั้น พระอานนท์ได้กราบทูลถามที่คติของอุบาสก-อุบาสิกาที่ทำกาละ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “…พวกเธอทั้งหลายจะเข้ามาหาตถาคตและถามเนื้อความนี้…เป็นการเบียดเบียนตถาคตโดยแท้…เราจะแสดงธรรมชื่อ แว่นธรรม เมื่อประกอบด้วยธรรมบรรยายนี้ก็พึงตอบตนด้วยตนนั้นแหละว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว…เป็นผู้ถึงกระแส…เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน…” แล้วทรงแสดงธรรมโสตาปัตติยังคะ ๔ …เมื่อประทับเป็นที่พออัธยาศัยแล้วก็ทรงดำเนินไปยังเมืองเวสาลี พักในอัมพปาลิวัณ ได้ตรัสเทศน์สอนการอยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ

ในสมัยนั้นมีนางคณิกา ชื่อ “อัมพปาลิ” ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึงเมืองเวสาลี ประทับอยู่ในสวนมะม่วงของนาง นางคณิกาอัมพปาลิจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงได้ยังให้นางคณิกาได้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมิกถา นางคณิกาจึงกราบทูลขอพระผู้มีพระภาครับภัตของนางในวันพรุ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์โดยดุษฎี นางอัมพปาลิคณิกาก็ถวายบังคมลา…ครั้งนั้นเจ้าลิจฉวีได้ยินความที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในอัมพปาลิวัณ…ก็ได้ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคยัง ณ ที่นั้น โดยพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังให้เจ้าลิจฉวีให้เห็นแจ้ง ให้อาจหาญร่าเริงในธรรมมิกถา พวกเจ้าลิจฉวีทั้งหลายกราบนิมนต์พระผู้มีพระภาคให้รับภัตตาหารในวันพรุ่ง แต่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า รับภัตตาหารของนางอัมพปาลิในวันพรุ่งเสียแล้ว…เจ้าลิจฉวีทั้งหลายจึงได้ถวายบังคมลา กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป

จากนั้น พระผู้มีพระภาคได้เสด็จมายังบ้านเวฬุวคาม อันเป็นที่จำพรรษาสุดท้ายของพระองค์ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงเกิดอาพาธอย่างแรงกล้าแทบจะสิ้นพระชนม์ หากทรงมีพระสติอดกลั้นเวทนาไว้ได้และทรงมีดำริว่า การไม่บอกกล่าวแก่อุปัฏฐาก ไม่บอกกล่าวหมู่ภิกษุแล้วปรินิพพานเป็นการไม่สมควรแก่เรา …พระองค์จึงอธิษฐานชีวิตสังขารดำรงอยู่ เมื่อได้ทำดังนั้น อาการอาพาธของพระองค์ก็เป็นอันสงบไป…หลังจากนั้น ท่านพระอานนท์ได้ไปเข้าเฝ้า กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงพระสำราญแล้ว…ข้าพระองค์ได้มีความเบาใจบางประการ…ที่พระองค์ยังไม่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาพระเจ้าข้า”

“อานนท์ ภิกษุสงฆ์ยังหวังอะไรในเราอีก อานนท์ ธรรมะที่ตถาคตแสดงแล้วไม่ขาดระยะ มิได้มีนอก-มีใน…ไม่มีที่ปิดบังซ่อนเร้นในธรรมะทั้งหลายก็ถ้าผู้ใดมีความดำริอย่างนี้ว่า…ฉันจะบริหารหมู่ภิกษุก็ดี หรือหมู่ภิกษุพึงยกย่อมฉันก็ดี แน่นอน เขาผู้นั้นจะมีคำสั่งบางอย่างแก่หมู่ภิกษุ แต่ตถาคตมิได้มีความดำริอย่างนั้น…อานนท์ กายของตถาคตคร่ำคร่าแล้ว เปรียบเหมือนเกวียนคร่ำคร่าที่เขาซ่อมแซมปะทะปะทังด้วยไม้ไผ่…สมัยใด ตถาคตเข้าสู่เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิตเพราะไม่ทำนิมิตทั้งปวงไว้ในใจ ดับเวทนาบางพวกอยู่ กายของตถาคตย่อมผาสุขยิ่งนัก อานนท์ เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอทั้งหลายจงมีตนเป็นประทีปมีตนเป็นสรณะ มีธรรมเป็นประทีปมีธรรมเป็นสรณะอยู่เถิด เธอผู้ใดใคร่ในสิกขา เธอผู้นั้นจะอยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล”

 

ประเทศอินเดีย…มีเมืองหนึ่งชื่อปัฏนะ (ปัตนะ) เป็นเมืองหลวงในรัฐพิหาร เมืองนี้เดิมชื่อปาฏลีบุตรเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่มากในสมัยพระเจ้าอชาตศัตรู ซึ่งในสมัยพุทธกาลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อหมู่บ้านปาฏลีคามอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาภายใต้การปกครองของพระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งต่อมาได้มีแผนการปรับบ้านแปรเมือง ให้หมู่บ้านนี้เป็นเมืองหน้าด่านเพื่อป้องกันพวกเจ้าลิจฉวี จนหมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นนครปาฏลีบุตรและเป็นเมืองปัฏนะ(ปัตนะ) มาถึงปัจจุบัน…เรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามีปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร…สัปดาห์นี้เป็นตอนหลังจากที่พระพุทธเจ้าพบท่านพระสารีบุตรหลังกล่าวอาสภิวจา จนไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่พระสารีบุตรจะปรินิพพาน นั่นคือเหตุการณ์ที่นำเสนอในตอนนี้…การสร้างนครปาฏลีบุตรของพระเจ้าอชาตศ่ัตรูได้รับความช่วยเหลือจากอำมาตย์วัสสการะและพราหมณ์สุนีธะ

…เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง ณ เมืองนี้ พระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรมเรื่องการที่มีศีลวิบัติและอานิสงส์ของการที่มีศีลพร้อมบริบูรณ์ ซึ่งบุคคลที่ไม่มีศีลจะถึงความเสื่อมจากโภคะ มีชื่อเสียงในทางไม่ดี ถูกตำหนิติเตียน ไม่ว่าจะเข้าสังคมไหนก็จะไปด้วยอาการหวาดระแวงกลัวผู้อื่นจะรับรู้ถึงความไม่ดีของตน และความกระวนกระวายใจนี้ก็เป็นเหตุให้ช่วงเวลาก่อนตาย กรรมไม่ดีได้ปรากฏชัดออกมาส่งผลให้ไปสู่ทุคติ ซึ่งตรงข้ามกับผู้มีศีลถึงพร้อมบริบูรณ์…ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จถึงปาฏลีคาม พระองค์ได้เทศน์โปรดชาวบ้านจนดึกสงัด วันถัดมา พราหมณ์สุนีธะและวัสสการะอำมาตย์ที่กำลังสร้างเมืองในขณะนั้น ได้เข้ามากราบนิมนต์พระพุทธเจ้ามาฉันอาหารที่เรือนของตน ณ ตอนนั้นพระพุทธเจ้าทอดพระเนตเห็นด้วยทิพยจักษุว่ามีเหล่าเทวดานับพันเข้าสิงสถิตย์ทุกพื้นที่ที่มีการสร้างเมือง จึงมีรับสั่งว่า การที่มีเทวดามาอาศัยในเมืองจำนวนมากถึงเพียงนี้ การสร้างเมืองจะต้องสำเร็จและกลายเป็นนครใหญ่อย่างแน่และมีชื่อว่าปาฏลีบุตร แต่จะมีภัย ๓ อย่างแก่เมืองนี้คือ จากไฟ จากน้ำและการแตกสามัคคี…เมื่อพระพุทธเจ้าฉันอาหารเรียบร้อยก็เตรียมเสด็จขึ้นทางเหนือต่อ โดยจะต้องข้ามแม่น้ำคงคาซึ่งในสมัยนั้นน้ำในแม่น้ำคงคาเต็มปริ่มทั้งสองฝั่ง ทรงเห็นคนที่ข้ามฝั่งจะต้องอาศัยแพบ้าง ทุ่นบ้างเพื่อใช้ลอยข้ามฝั่ง แต่พระองค์และเหล่าสาวกได้ใช้ฤทธิ์หายตัวไปปรากฏยังอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นหมู่บ้านโกฏิคามแคว้นวัชชี เมื่อถึงหมู่บ้านโกฏิคามแล้ว พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมเรื่องอริยสัจ ๔ แก่เหล่าสาวก จนเมื่อพักผ่อนเป็นที่อัธยาศัยพอแล้ว ทรงเสด็จต่อไปยังหมู่บ้านนาทิกะพร้อมแสดงธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญาแก่สาวก ระหว่างที่พักอยู่ในหมู่บ้านนาทิกะนั้นเอง ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องคติที่ไปของชาวบ้านที่ทำกาละในหมู่บ้านแห่งนั้น โดยพระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบพอสังเขปและได้แสดงธรรมเรื่องแว่นส่องธรรมหรือธรรมาทาสแก่ท่านพระอานนท์ (เนื้อหาในแว่นส่องธรรม หรือ ธรรมาทาส มีเนื้อความคล้ายคลึงกับโสตาปัตติยังคะ ๔ คือ ๑.มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหว ๒.มีความเลื่อมใสในพระธรรมอย่างไม่หวั่นไหว ๓.มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหว ๔.มีศีลอันเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า)

กาลต่อมา พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับยังสวนมะม่วงอัมพปาลิวัณของนางคณิกาชื่อ อัมพปาลี ที่นั่น…ทรงแสดงธรรมเรื่องการมีสติสัมปชัญญะ เรื่องสติปัฏฐาน ๔ การรู้ตัวทั่วพร้อมทุกอริยาบทโดยแสดงไว้อย่างละเอียดแยบคาย ระหว่างนั้น เมื่องนางอัมพปาลีทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของตนก็ได้เข้าไปกราบนิมนต์เชิญพระพุทธเจ้ารับภัตตาหารที่บ้านของตนในวันพรุ่ง…ฝ่ายเจ้าลิจฉวี เมื่อทราบการมาของพระพุทธเจ้าก็เร่งแต่งขบวนมากราบนิมนต์พระพุทธเจ้าไปยังปราสาทของตนเช่นกัน ทว่า พระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์นางคณิกาอัมพปาลีไปก่อนแล้ว ภายหลังจากเสร็จจากการรับภัตที่เรือนของนางอัมพปาลี พระพุทธเจ้าพร้อมเหล่าภิกษุได้มุ่งหน้าสู่เวฬุวคาม อันเป็นที่จำพรรษาสุดท้ายของพระองค์ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่นั้นเอง…ทรงเกิดอาพาธอย่างแรงกล้าจนจวนเจียนจะสิ้นพระชนม์ แต่เมื่อทรงพิจารณาว่ายังไม่ถึงกาลอันสมควรก็ทรงอดกลั้นเวทนา เข้าสมาธิอันไม่มีนิมิตไม่ปรากฏนิมิตใดๆ ในพระทัยเพื่อดับเวทนาบางประการลงจนพระอาการดีขึ้นตามลำดับ พระอานนท์เห็นว่าพระพุทธเจ้ามีพระอาการทุเลาขึ้นก็เบาใจและได้รีบกราบทูลถามว่า มีสิ่งใดที่ทรงประสงค์หรือยังไม่ได้แสดงไว้หรือไม่ ท่านจะได้เตรียมการไว้ให้ หากพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า…ทุกสิ่งทุกอย่างที่พึงแสดง ได้แสดงไว้หมดสิ้นแล้ว โดยไม่มีนอกไม่มีใน ไม่มีการปิดบังซ่อนเร้นอำพรางแต่อย่างใด…

…เพราะเหตุนั้น ให้เราทั้งหลายเป็นผู้ที่พึ่งตนพึ่งธรรม ธรรมะคือศีล สมาธิ ปัญญาให้เกิดขึ้นในตัวเราสิ่งนั้นจะเป็นที่พึ่งให้เราได้ ให้เราอยู่ในฐานะอันเลิศที่สุดได้ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้…

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คำพุทธ – มหาปรินิพพานสูตร
Tagged on: