download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 11/10/2560



HIGHLIGHTS:

  • วิธีการแจกแจงพิจารณาโดยความเป็นธาตุ อายาตนะ และปฏิจจสมุปบาท โดยใช้กรรมฐาน ๔๐ ต้องทำอย่างไร?
  • เวลาหิวข้าว หรือเห็นอาหารอยู่บนโต๊ะจะเกิดอาการน้ำลายสอ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น แต่ในจิตไม่ได้มีเวทนาว่าจะต้องกิน แต่ในปากก็ยังน้ำลายสออยู่ ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่ามโนวิญญาณมันดับไปใช่หรือไม่?
  • สติอยู่ในขันธ์ไหน ของขันธ์ห้า

บทคัดย่อ

– จากคุณทราย ทางเว็บไซต์

คำถาม : ต้องการทราบวิธีการที่จะแจกแจงในการที่จะพิจารณาโดยความเป็นธาตุ อายาตนะ และ ปฏิจจสมุปบาท โดยใช้กรรมฐาน ๔๐ โดยอยากให้ยกตัวอย่าง ๑ หรือ ๒ วิธีการ?

คำตอบ : วิธีการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าแบ่งไว้เป็น 2 ส่วน คือ ทุกขาปฏิปทา และสุขาปฏิปทา

ทุกขาปฏิปทา คือ การปฏิบัติให้เห็นโดยของเป็นทุกข์ เห็นเป็นของไม่น่ายินดี เห็นเป็นของปฏิกูล

สุขาปฏิปทา คือ ลักษณะที่ให้จิตนั้นเป็นสมาธิ

ทั้งสองวิธีการจะต้องมีทั้งสมถะและวิปัสสนา คู่กันไป ถ้าเป็นทุกขาปฏิปทา ก็ใช้วิปัสสนานำ ถ้าเป็นสุขาปฏิปทา ก็ใช้สมถะนำ

ในกรรมฐานทั้ง ๔๐ วิธี มันเป็นปฏิจจสมุปบาท เป็นอายตนะ อยู่ในนั้นแล้ว เป็นความเข้าใจเรื่องธาตุ อยู่ในนั้นแล้ว นี่คือความสวยงามของธรรมมะของพระพุทธเจ้า เรื่องกรรมฐาน ๔๐ อย่าง จะอยู่ในหมวดของมรรค นิโรธ กับ มรรค รวมกัน คือ ปฏิจจสมุปบาท ที่จะทำให้เกิดความดับไม่เหลือของทุกข์

…ถ้าเราสำรวจๆ ไปในธรรมวินัยนี้ จะเห็นว่ามันเชื่อมต่อกันหมด เป็นเรื่องเดียวกัน ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติหมวดธรรมตรงนี้ ตรงนั้น เพื่อให้เราเข้าใจว่า จิตที่มันนุ่มนวล เข้ากันทั้งหมดนั้นมีส่วนประกอบอย่างนี้และอย่างนี้อยู่ ….เราปฏิบัติธรรมในเรื่องอายตนะ ก็ตาม เรื่องของปฏิจจสมุปบาท ก็ตาม ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเราเป็นผู้ฉลาดในเรื่องนี้แล้ว จะทำให้ธรรมมะตั้งอยู่ได้นาน เป็นเหมือนกับเป็นตัวบท เป็นแผนที่ คือคนทำอาจจะยังทำไม่ได้ แต่ถ้ายังพอจำแผนที่ได้ก็ยังจะพอไปได้ หรือถ้าชาตินี้คุณทำไม่ได้เลย แต่คุณจำแผนที่ได้คุณยังส่งต่อให้คนอื่นได้ เป็นมรดกให้คนอื่นเขา เอาไปเดินต่อทำต่อได้…

เหมือนกันกับเรื่องธรรมมะ หัวข้อ แม่บท มาติกา ถ้าเราทรงจำได้ มีความเข้าใจตรงกัน ไม่คลาดเคลื่อน คนรุ่นต่อไปก็จะได้ข้อมูล แผนที่ที่ถูกต้อง เราอาจจะยังทำไม่ได้แต่อย่างน้อยเราก็รักษาตัวบทนี้ได้..

ไม่ว่าจะเป็น ปฏิจจสมุปบาท อายตนะ ธาตุ หรือ กรรมฐาน ๔๐ ก็ตาม เป็นหัวข้อ เป็นสัญญา เราจะต้องมาเอาใคร่ครวญแล้วทำ ปฏิบัติให้เกิดความสมควรแก่ธรรม ….

การจะบรรลุธรรมเอาวิธีไหนก็ได้ใน ๔๐ วิธีนี้ หลักการที่สำคัญ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หลักการที่สำคัญ คือ สมถะวิปัสสนา

 

– จากคุณ ตฤณ

คำถาม : ก่อนเวลาอาหารก็มีการหิวข้าว จะเกิดอาการน้ำลายสอ หรือเห็นอาหารอยู่บนโต๊ะก็จะมีน้ำลายออกมา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น แต่ในจิตไม่ได้มีเวทนาว่าจะต้องกิน แต่ว่าในปากก็ยังน้ำลายสออยู่ ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่ามโนวิญญาณมันดับไปใช่หรือไม่?

คำตอบ : การที่น้ำลายสอเวลาเห็นอาหารนั้นเป็นปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกาย ในเรื่องของจิตใจเราจะต้องตัดการเชื่อมต่อตรงนี้ให้ได้ นายช่างเชื่อมผู้ปลูกเรือนมันคือ ตัณหา ถ้าจิตของเราขณะนั้นมีตัณหามันก็จะไปตามสายเชื่อม เป็นโครงข่ายไปตาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ..เวลาที่เราวางได้จิตเราไม่ได้ไปตามผัสสะ นั่นคือคุณเจอตัณหาแล้ว อย่าไปสับสนว่านั้นคือวิญญาณ หรืออะไร …ลักษณะจิตอย่างนี้คือ วิมุติ แต่บางทีมันกลับกำเริบได้ เนื่องจากของมันของ อวิชชา มันยังอยู่ …เพราะสติจะมีความพ้นเป็นที่แล่นไปสู่

วิมุติถ้าเราทำให้มากให้เกิดขึ้นบ่อยๆ วิมุตินี้จะมีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ จะเป็นความเย็น ความดับชนิดที่กลับกำเริบไม่ได้

เพราะฉะนั้น ตรงนั้นคือตัณหาที่มันเกิดการวางไป ดับไป มันคือ นิโรธ

นิโรธ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง พอแจ้งแล้วมันยึดอะไรอยู่ ถ้ายึดวิญญาณอยู่เราก็จะเห็นวิญญาณ ถ้ายึดลิ้นอยู่ก็จะเห็นลิ้น แต่ความแจ่มแจ้งเพราะเราเห็นตัณหามันหายไปนั้นเราจะไม่เห็นตัวตัณหาเพราะมันหายไป เห็นแต่สิ่งที่มันมีอยู่ตรงนั้นเท่านั้น คือ ขันธ์ห้า เรื่องของโลกธรรมดา

เราต้องค่อยทำค่อยปฏิบัติไป ๒ ส่วนที่ต้องแยก คือ ส่วนที่เป็นทุกข์กับเหตุเกิดทุกข์ และส่วนที่เป็นนิโรธ กับมรรค

 

– จากภิกษุสัมพันธ์

คำถาม : สติอยู่ในขันธ์ไหน ในขันธ์ห้า ?

คำตอบ : สติอยู่ในมรรค สติไม่ได้อยู่ในขันธ์ห้า

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ตอบคำถาม – แผนที่ธรรมะ
Tagged on: