download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 10/10/2560



HIGHLIGHTS:

  • พิจารณาอาหารเพื่อหยั่งลงสู่ความเป็นอมตะ พร้อมทั้งอานิสงส์ข้างเคียงที่จะได้รับ เป็นต้นว่า ละตัณหาในรส มีอายุยืน เวทนาเบาบางแก่ช้า ความเพียรพอเหมาะ ธาตุไฟพอดี ลดความอ้วนได้
  • พิจารณาแบบเร่งไปข้างหน้าและการกรอกลับ เพื่อให้เห็นความเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา
  • รู้จักสังเกตุเห็นถึงจุดที่พอดีจุดที่จะเป็นการกินที่พอประมาณ คือจุดที่ก่อนจะอิ่ม ต้องอาศัยสติกำกับ
  • พิจารณาอาหารไม่ใช่ว่าจะไม่กิน แต่เป็นการกินอย่างรู้ประมาณ อุปมาดั่งกินเนื้อบุตรอันเป็นที่รัก ให้แค่เพียงเพื่อจะข้ามหนทางอันกันดารเท่านั้น

บทคัดย่อ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากตัณหาในรส ไม่ยื่นไปรับตัณหาในรส อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าหากันไม่คลี่ออก ฉะนั้น..”

สัญญาสูตร

…ตายแล้วก็คือเน่าแล้ว เรากินเข้าไป แล้วร่างกายเราจะไม่เน่าเหรอ เพราะมันเน่านั่นแหละ มันถึงจะมีระบบกำจัดของเน่าของเสียออกไปจากร่างกายของเรา….


 

จากอาหารสู่ความเป็นอมตะ

เราเห็นธรรมะจากอาหารที่เรากิน คือพิจารณาอาหารที่เรากินไป ถ้าเราพิจารณาก่อน สามารถที่จะเป็นการกระทำที่จะให้จิตของเราหยั่งลงสู่อมตะ มีความเป็นอมตะ มีนิพพานเป็นที่หวังได้ แค่อาหารที่เรากินสามารถที่จะเป็นอาหารให้จิตของเราไปถึงนิพพานได้ และยังมีอานิสงส์ผลข้างเคียงรองลงมาคือ สามารถละตัณหาในรส มีเวทนาเบาบาง มีอาพาธน้อย มีอายุยืน แก่ช้า ธาตุไฟพอดีทำให้ทำความเพียรได้ต่อเนื่อง และลดความอ้วนได้ เหมือนดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้กับพระเจ้าปเสนทิโกศลให้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ

ท้องของเราเปรียบเหมือนเตาเผาขยะ ที่เราใส่ของเข้าไปคืออาหารอยู่เรื่อยๆ มันก็จะเกิดปฏิกิริยาเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา ถ้ามีอาหารเข้าไปมากอยู่เรื่อยๆ ธาตุไฟที่จะทำอาหารให้ย่อยก็ต้องติดอยู่เรื่อยๆ ตรงนี้แหละที่จุดอยู่เรื่อยๆ มันจะทำให้ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ความเพียรก็ไม่ค่อยดีไปด้วย เพราะความที่ตัวมันหนักเหมือนเมล็ดถั่วถูกแช่น้ำ พอง ทำอะไรไม่ได้ มิหนำซ้ำจะมีโรคตามมา เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถจัดการเรื่องธาตุไฟในร่างกายของเราให้สม่ำเสมอ ก็จะทำให้โรคภัยต่างๆ ลดลง ทำความเพียรได้ดี น้ำหนักลด

บุคคลที่เป็นตัวอย่างได้อย่างดีคือท่านพระมหาสารีบุตร ท่านจะพิจารณาตรงจุดที่เรากำลังพูดถึงกันนี้ล่ะ คือการพิจารณาอาหาร ท่านจะฉันให้เหลือสี่ถึงห้าคำก่อนที่จะอิ่ม หยุดตรงจุดที่ยังมีช่องว่างอยู่ในท้องประมาณ ๔-๕ คำ หยุดแล้วก็ดื่มน้ำตาม มันก็จะเต็มพอดี นี่คือคำที่ว่า รู้จักในการปริมาณในอาหารแล้วอิ่มพอดีตรงนี้


 

อาหาเรปฏิกูลสัญญา

สัญญาคือความหมายรู้ ให้เราได้คิดใคร่ครวญพิจารณาให้เห็นอย่างนี้ ให้เกิดการหมายรู้ให้เรียนเอา เช่นเรียนรู้คำว่า หมิงปี้คือปากกา

อาหาเรปฏิกูลสัญญาเป็นสัญญาที่คุณจะต้องรู้ต้องเรียนเอาเป็นสัญญาให้เห็นมันได้อย่างนี้ ให้เข้าใจว่าอาหารนี้ว่ามันเป็นปฏิกูลนะ อย่าไปเห็นว่ามันเป็นของน่ารักน่ายินดีน่าพอใจ

อาหารก่อนที่จะเข้าปาก มันเล่นงานเราได้ทั้ง ๖ ช่องทาง เป็นต้นว่าทางตาภาพที่สวยงาม ทางจมูกกลิ่นที่หอม เรื่องราวที่เขาเล่ากว่าจะเป็นอาหารนี้เป็นมโนมาทางใจ แล้วเราจะพิจารณาอย่างไร

 

ปุ่มเดินหน้าและกรอกลับ


..อาหารใหม่เราจะเอามันออกมาดูโดยกดปุ่มกรอกลับ อาหารเก่าเรากดปุ่มเร่งเดินหน้าแล้วเอามันออกมาดูว่าลักษณะมันเป็นอย่างไง..

๖ ทางที่มันรึงรัดเรา วิธีการแก้คือพิจารณาอาหาเรปฏิกูลสัญญา ให้จินตนาการสร้าง ๒ ปุ่มขึ้นมา คือปุ่ม fast foward ที่เมื่อกดไปแล้วปุ่มนี้จะเดินหน้า เวลาเดินเร็วขึ้น ปุ่มที่ ๒ คือถอยหลังได้

ปุ่ม fast foward กดปุ่มนี้เพื่อพิจารณาอาหารใหม่ที่เรากินเข้าไปแล้วล่วงผ่านลำคอผ่านไปยังท้องลำไส้เล็กลำไส้ใหญ่ แล้วออกมาเป็นอาหารเก่า ว่าถ้าเรากินเข้าไปมันก็จะออกมาแบบนั้น ยังไม่ได้กินจริงๆ แต่ให้จินตนาการเอา เปรียบเทียบที่กำลังจะออกมากับที่กำลังจะกินเข้าไป บางทีมันมีกลิ่น สี เนื้อ ในทำนองเดียวกัน ไม่ต่างกัน

หรือกดปุ่มที่ ๒ ปุ่มกรอกลับถอยกลับ อาหารที่เรากินเข้าไปเมื่อกี้แล้วถอยออกมาทางเดิมที่มันเข้าไป หรือการอาเจียนนั่นเอง จัดเป็นอาหารใหม่เช่นกันแต่ลักษณะจะต่างจากตอนก่อนเข้าปาก เพราะเมื่ออาเจียนออกมาจะมีน้ำย่อยต่างๆ ปนออกมา ให้กินกลับเข้าไปก็ไม่มีใครกิน หรือน้ำลายที่เราถุยออกมาแล้วก็ไม่มีใครกลืนกลับเข้าไปอีก ต่อให้เป็นสุนัขก็ยังเลือกก่อนว่าจะกินหรือไม่กินอาหารใหม่หรืออาหารเก่าที่ออกมานั้น

นี่แค่คิดเฉยๆ ก็เป้หน้า ทำไม่ไหวทำไม่ได้หรอก เพราะว่ามันน่าปฏิกูลจริงๆ อาหารเป็นของปฏิกูล เอาตรงที่จ่อตรงที่จะกินนี่ล่ะนะ แล้วถ้าเราสืบสาวต่อไปถึงที่มาของมัน ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ต่อให้กินสดๆ คือมันต้องตายตรงนั้นก่อน ตายเมื่อไหร่มันเน่าทันที ยิ่งจากโรงฆ่าสัตว์มาต้องตายมาแล้วหลายชั่วโมง

ตายแล้วก็คือเน่าแล้ว เรากินเข้าไป แล้วร่างกายเราจะไม่เน่าเหรอ เพราะมันเน่านั่นแหละ มันถึงจะมีระบบกำจัดของเน่าของเสียออกไปจากร่างกายของเรา

ร่างกายของเราก็เป็นของเน่าของสัตว์อื่นก็เป็นของเน่าา ยังไม่ตายก็เน่าแล้ว เน่าแล้ว เหม็นแล้ว เราถึงต้องทำความสะอาด จึงต้องมาแต่งให้มันหอม เลียนแบบสีกลิ่น หรือต่อให้มันเป็นสีจริงกลิ่นจริง ก็ยังจัดว่าเป็นของเสมือนเฉยๆ เหมือนจริงเฉยๆ มันเหมือนสวยงามแต่จริงๆ มันเน่า มันเหม็น เป็นของปฏิกูล ซึ่งของปฏิกูลบางอย่าง แม้สัตว์ที่กินของปฏิกูลของบูดเน่าเองก็ตาม มันก็ยังไม่กินเลย

ถ้าเราพิจารณาแยกแยะลงไปอีก ยังมีเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดจากการกินอาหารนั้น อะไรที่ว่าดีๆ เอามา เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ กินเข้าไปมากๆ มันก็ไม่ดี

ที่ดีๆ ถ้ามากเกินไปมันไม่ดี ยาดีๆ มากเกินไปก็ไม่ดี ฟาดเข้าไปกินเข้าไป มันจะดีเหรอ มันไม่ดี แต่อาหาเรปฏิกูลสัญญา พิจารณามากๆ ดี ทางธรรมะเป็นอย่างนั้น


 

ตรงไหนคือจุดที่กินพอประมาณ

จุดที่เราจะข้ามไปที่เราจะลืมไปเพลินไป คือตรงจุดที่จะหยุดได้ ๔-๕ คำก่อนอิ่ม ถ้าเรามีสติอยู่ตลอดเวลา เราจะสังเกตุเห็นตรงนี้ได้ แต่ถ้าเราเผลอสติไปเพลินไป คุณจะข้ามจุดนั้นไปเลย สังเกตุไม่เห็น พอข้ามไปแล้ว จะรู้สึกตัวอีกทีตอนที่มันจุกคอหอย พลาดไปแล้ว นี่คือแค่ตัวอาหาร

ถ้าพูดถึงในระบบย่อยอาหาร มีโรคเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งในระบบ จากอาหารที่เขาทำดีขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่อร่อยทั้งสิ้น นี่คือความไม่ดีของมัน ความเป็นปฏิกูลของอาหาร ที่ว่ามันเป้นแค่ของเสมือนเฉยๆ ที่เขาทำดูให้มันอร่อยดี ถ้ามันอร่อยจริงๆ ทุกคนกินแล้วต้องอร่อยเหมือนกันหมดสิ เพราะมันเป็นของปลอมเป็นของเสมือน ไม่ใช่ของจริง เป็นของปฏิกูล หรือถ้ากินมากไปย่อยไม่ได้ก็ตายได้ ดั่งเรื่องที่มีมาในนิทานธรรมบท “ตายคาเตียง ที่ตัวเองกินอิ่มแล้วไปนอน”..

หรือพิจารณาต่อไปถึงขั้นตอนการทำก็ล้วนของปฏิกูล เช่น กรรมวิธีในการทอด การปรุง ที่เราจะทราบได้จากกลิ่นเหม็นที่ติดตัวเรามานั่นเอง ต้องมาทำความสะอาด

การที่เรากินอาหารคือคำข้าวมีอุปมาอุปไมยให้เราพิจารณาดั่งการกินเนื้อบุตรที่รักคนเดียว เราจะไม่ได้กินชนิดที่ล้นคอหอยกินด้วยความดีใจสุขใจ แต่มันกินไปจะเห็นความเป็นปฏิกูลความที่มันไม่น่ายินดีที่จะต้องมากินสิ่งนี้ แต่กินด้วยความจำเป็น

เราพิจารณาไม่ใช่เพื่อที่เราจะไม่ต้องกิน แต่กินแล้วพิจารณาด้วยวิธีการแบบนี้ จะทำให้เรากินได้พอประมาณ พออยู่ได้ พอที่จะอาศัยเดินข้ามหนทางอันกันดารเท่านั้น พอให้กายนี้ตั้งอยู่ได้เท่านั้น เพื่อที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมะให้ได้เท่านั้นเอง เป็นธรรมะที่จะหยั่งลงสู่อมตะ มีความเป็นอมตะเป็นที่หวังได้ …


“ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตร น้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของ ฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย”

ปุตตมังสสูตร

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อาหาเรปฏิกูลสัญญา
Tagged on: