download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 09/10/2560

 

HIGHLIGHTS:

  • ลักษณะของผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นสุปฏิปันโน เป็นผู้ที่ฟังธรรมแล้วจะทำให้ยิ่งขึ้นไปให้ดีขึ้นไป แยกแยะแจกแจงให้มีความละเอียดลงไป เราจะทำอย่างไร
  • เมื่อฟังเนื้อหาเรื่องราวตรงนี้แล้วให้เกิดการปฏิบัติ ฟังแล้ว ใคร่ครวญแล้ว พิจารณาแล้ว จุดไหนที่เราเอามาทำได้ ทำเลย ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อตัวเองด้วย และทำประโยชน์ของบุคคลอื่นให้เกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

บทคัดย่อ

“บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการต่อไปนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรทำทักษิณาทาน ควรแก่การทำอัญชลี ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า 

ธัมมัญญูสูตร สุตฺต. ๒๕/๖๕ 

พระพุทธเจ้าได้ยกหัวข้อขึ้นมาอธิบายไว้เอง บัญญัติเอง แจกแจงเอง ให้ความหมายในรายละเอียดเอาไว้เองใน ธัมมัญญูสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ว่าด้วยบุคคลผู้รู้ธรรม  ซึ่งประกอบด้วย ธรรม ๗ ประการ หรือที่เรียกว่า สัปปุริสธรรม ๗ ซึ่งบางทีพระพุทธเจ้าก็จะยกอุเทศ (หัวข้อ) ขึ้นมาแตกต่างกัน ในที่นี้ ใช้หัวข้อที่เรียกว่า เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นนาบุญของโลก ก็คือ เป็นหมู่ของผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยในรายละเอียดนั้นได้เอารายละเอียดของสัปปุริสธรรม เพราะว่าในหมวดธรรมอื่น ๆ เคยยกหัวข้อที่ใช้คำว่า สัปปุริสธรรม ธรรมะสำหรับคนดีมี ๗ ประการ ซึ่งก็จะเป็นรายละเอียดที่เหมือนกัน ดังต่อไปนี้

 

ประการที่ ๑ เป็น ธัมมัญญู (รู้จักธรรม)

๐ ย่อมรู้ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ

 

ประการที่ ๒ เป็น อัตถัญญู (รู้จักอรรถ)

๐ ย่อมรู้จักเนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ หากภิกษุไม่พึงรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ๆ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู แต่เพราะภิกษุรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ๆ

 

ประการที่ ๓ เป็น อัตตัญญู (รู้จักตน)

๐ ย่อมรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ถ้าภิกษุไม่พึงรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ

 

ประการที่ ๔ เป็น มัตตัญญู (รู้จักประมาณ)

๐ รู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

 

ประการที่ ๕ เป็น กาลัญญู (รู้จักกาล)

๐ ย่อมรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น

 

ประการที่ ๖ เป็น ปริสัญญู (รู้จักบริษัท)

๐ ย่อมรู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ นี้บริษัทคฤหบดี นี้บริษัทสมณะ ในบริษัทนั้น เราพึงเข้าไปหาอย่างนี้ พึงยืนอย่างนี้ พึงทำอย่างนี้ พึงนั่งอย่างนี้ พึงนิ่งอย่างนี้

 

ประการที่ ๗ เป็น ปุคคลปโรปรัญญู (รู้จักเลือกคบคน)

๐ เป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ คือ บุคคล ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งต้องการเห็นพระอริยะ พวกหนึ่งไม่ต้องการเห็นพระอริยะ บุคคลที่ไม่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

๐ บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งต้องการจะฟังสัทธรรม พวกหนึ่งไม่ต้องการฟังสัทธรรม บุคคลที่ไม่ต้องการฟังสัทธรรม พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ต้องการฟังสัทธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

๐ บุคคลที่ต้องการฟังสัทธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งตั้งใจฟังธรรม พวกหนึ่งไม่ตั้งใจฟังธรรม บุคคลที่ไม่ตั้งใจฟังธรรม พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

๐ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ พวกหนึ่งฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ บุคคลที่ฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

๐ บุคคลที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พวกหนึ่งไม่พิจารณา เนื้อความแห่งธรรม ที่ทรงจำไว้ บุคคลที่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

๐ บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งรู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พวกหนึ่งหารู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลที่หารู้อรรถรู้ธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงได้รับความสรรเสริญ ด้วยเหตุนั้น ๆ

๐ บุคคลที่รู้อรรถรู้ธรรม แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น พวกหนึ่งปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้นๆ บุคคลที่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้นๆ

 

“…เมื่อเราฟังเนื้อหาเรื่องราวตรงนี้แล้วให้เกิดการปฏิบัติ ฟังแล้ว ใคร่ครวญแล้ว พิจารณาแล้ว จุดไหนที่เราเอามาทำได้ ทำเลย จุดไหนที่เราเอามาปฏิบัติได่ ปฏิบัติเลย ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อตัวเองด้วย ผู้อื่นที่ติดต่อกับเราสื่อสารกับเรา คนรอบข้างเรา ก็จะได้รับประโยชน์จากการที่เราปฏิบัตินั้น ๆ ด้วย…ให้ดูตัวอย่างจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ของเราได้ พระองค์ทรงมีคุณสมบัติเหล่านี้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของบุคคลที่นอกจากจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ยังเป็นคุณธรรมของพระราชา เป็นคุณธรรมเพื่อที่จะทำประโยชน์ของตนเองให้เกิดขึ้นได้ ทำประโยชน์ของบุคคลอื่นให้เกิดขึ้นได้ด้วยเหมือนกัน”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ธัมมัญญู ผู้เป็นนาบุญของโลก
Tagged on: