ฟังเรื่อง “สัมปสาทนิยสูตร”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 05/10/2560

ฟังคำอธิบาย “สัมปสาทนิยสูตร”

download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 06/10/2560



HIGHLIGHTS:

  • ธรรมะอันยอดเยี่ยมทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน อย่างที่ไม่มีพราหมณ์และสมณะอื่น จะมีความรู้ยิ่งมากไปกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระองค์ทรงแสดงธรรมในฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งได้แก่กุศลธรรมเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
  • ทรงแสดงธรรมในฝ่ายบัญญัติอายตนะ อันได้แก่อายตนะภายในและอายตนะภายนอก อย่างละ ๖
  • ทรงแสดงธรรมในวิธีแห่งการดักใจคน วิธีแห่งการดักใจคน ๔ อย่าง
  • ทรงแสดงธรรมในทัศนสมาบัติ ทัศนสมาบัติ ๔ อย่าง
  • ทรงแสดงธรรมในฝ่ายธรรม เป็นที่ตั้งมั่น โพชฌงค์ ๗

บทคัดย่อ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐีเขตเมืองนาลันทา ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ดูกรสารีบุตร เธอกล่าวอาสภิวาจานี้ประเสริฐแท้เธอบันลือสีหนาทซึ่งเธอ…กำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งได้มีแล้วในอดีต ว่าพระผู้มีพระภาคเหล่านั้นได้มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ ได้ละหรือ”

“ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ”

“ดูกรสารีบุตร ก็เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคอรหันต-*สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งจักมีในอนาคตว่า พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จักมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ได้ละหรือ ฯ”

“ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ”

“ดูกรสารีบุตร ก็เธอไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคต และปัจจุบันเหล่านั้น เหตุไฉน เธอจึงหาญกล่าวอาสภิวาจาอันประเสริฐนี้…”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงว่าข้าพระองค์จะไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันต-*สัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคต และปัจจุบันก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็ทราบอาการที่เป็นแนวของธรรมได้ เปรียบเหมือนเมืองชายแดนของพระราชา มีป้อมแน่นหนา มีกำแพงและเชิงเทินมั่นคง มีประตูๆ เดียว คนยามเฝ้าประตูที่เมืองนั้นเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา…แม้พอแมวลอดออกมาได้ จึงคิดว่า สัตว์ที่มีร่างใหญ่จะเข้ามาสู่เมืองนี้หรือจะออกไป สัตว์ทั้งหมดสิ้น จะต้องเข้าออกทางประตูนี้เท่านั้น ฉันใดข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ก็ทราบอาการที่เป็นแนวของธรรมได้ ฉันนั้นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้มีแล้วในอดีตทั้งสิ้น ล้วนทรงละนิวรณ์๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา ล้วนมีพระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ เจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัม-*โพธิญาณ แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งจักมีในอนาคตทั้งสิ้นก็จักต้องทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา จักมีพระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงจะได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถึงแม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าณ บัดนี้ ก็ทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทอนกำลังปัญญา มีพระมนัสตั้งมั่นแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทรงเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง จึงได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ข้าพระองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับเพื่อฟังธรรม พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยม ประณีตยิ่งนัก ทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว พร้อมด้วยอุปมาแก่ข้าพระองค์ พระองค์ทรงแสดงธรรมอย่างยอดเยี่ยมประณีตยิ่งนัก ทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว พร้อมด้วยอุปมาด้วยประการใดๆ ข้าพระองค์ก็รู้ยิ่งในธรรมนั้นด้วยประการนั้นๆ ได้ถึงความสำเร็จธรรมบางส่วนในธรรมทั้งหลายแล้ว จึงเลื่อมใสในพระองค์…

ยังมีอีกข้อหนึ่ง…พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งได้แก่กุศลธรรมเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในกุศลธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น เมื่อทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น ก็ไม่มีธรรมข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไป ซึ่งสมณะหรือพราหมณ์อื่นรู้ยิ่งแล้วจะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระองค์ ในฝ่ายกุศลธรรมทั้งหลาย ฯ

…ทรงแสดงธรรมในฝ่ายบัญญัติอายตนะ อันได้แก่อายตนะภายในและอายตนะภายนอก อย่างละ ๖ เหล่านี้ คือ จักษุกับรูป โสตกับเสียง ฆานะกับกลิ่น ชิวหากับรส กายกับโผฏฐัพพะ มนะกับธรรมารมณ์ นี้ก็เป็นข้อธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายบัญญัติอายตนะ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น เมื่อทรงรู้ยิ่งธรรมข้อนั้นได้หมดสิ้น ก็ไม่มีธรรมข้ออื่นที่จะทรงรู้ยิ่งขึ้นไป ซึ่งสมณะหรือพราหมณ์อื่นรู้ยิ่งแล้วจะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระองค์ ในฝ่ายบัญญัติอายตนะ ฯ

…ทรงแสดงธรรมในการก้าวลงสู่ครรภ์ การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ เหล่านี้คือ – สัตว์บางชนิดในโลกนี้ ไม่รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา ไม่รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๑ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดาอย่าง-*เดียว แต่ไม่รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๒ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดา รู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา แต่ไม่รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๓ ฯ ยังอีกข้อหนึ่ง สัตว์บางชนิดในโลกนี้ รู้สึกตัวก้าวลงสู่ครรภ์มารดารู้สึกตัวอยู่ในครรภ์มารดา รู้สึกตัวคลอดจากครรภ์มารดา นี้เป็นการก้าวลงสู่ครรภ์ข้อที่ ๔ ฯ

ยังมีอีกข้อหนึ่ง …ทรงแสดงธรรมในวิธีแห่งการดักใจคน ๔อย่าง…ทัศนสมาบัติ ๔ อย่าง…ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายบุคคลบัญญัติ บุคคล ๗ พวกเหล่านี้ คืออุภโตภาควิมุตติ ๑ ปัญญาวิมุตติ ๑ กายสักขิ ๑ ทิฏฐิปัตตะ ๑ สัทธาวิมุตติ ๑ธรรมานุสารี ๑ สัทธานุสารี ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยม ในฝ่ายบุคคลบัญญัติ ฯ

…ทรงแสดงธรรมในฝ่ายธรรม เป็นที่ตั้งมั่น โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้คือ สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายธรรมที่ตั้งมั่น ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายปฏิปทา ปฏิปทา ๔ เหล่านี้ คือ – ๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า ฯ ๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว ฯ ๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า ฯ ๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว ฯ….”

 

“ถ้ามีชาวประมงแล่นเรือไปในมหาสมุทร…เมื่อเขาต้องการหยั่งความลึกของทะเลและความเร็วของเรือที่ต้องอาศัยความลึกของน้ำ แต่กะลาสีหยั่งความลึกของมหาสมุทรได้เพียง ๖๐ ศอก เชือกก็หมด เพราะทะเลนั้นลึกมากจนเชือก๖๐ศอก ไม่อาจหยั่งถึง…อารมณ์นี้บางทีก็เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าว่า…ในธรรมะวินัยนี้ความรู้ปัญญา ความสามารถของพระอริยสาวกของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งจนเราไม่อาจหยั่งถึงจริงๆ…”

 

สมัยหนึ่งพระสารีบุตรออกจากฌาณสมาบัติในช่วงเย็น…ก็มาตรวจคุณธรรมของตน มาพิจารณาสมาธิ พิจารณาวิชชา ๓ ปฏิสัมพิทา ๔ …ตรวจพบคุณธรรมอันมากมายของตน จึงมาพิจารณาคุณธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อตรวจดูก็พบว่าคุณของพระพุทธเจ้ามีมากมายไม่จบสิ้น พระสารีบุตรเกิดความดีใจ ปีติปลื้มใจอย่างยิ่งในความยอดเยี่ยมของพระพุทธเจ้า จึงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า บอกถึงความลึกซึ้งยอดเยี่ยมของพระองค์ที่ไม่มีใครเกิน โดยกล่าว “อาสภิวาจา” อันป็นวาจาที่รับรู้ได้เฉพาะตน เสมือนเป็นการบันลือสีหนาท เป็นวาจาชนิดที่รู้ได้ด้วยญาณของตน โดยไม่ต้องกล่าวตามผู้อื่น ไม่ต้องกล่าวตามตำรา พระสารีบุตรเข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า…”ตั้งแต่อดีตปัจจุบันอนาคตไม่มีสมณะเหล่าอื่นจะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางสัมโพธิญาณ..”

พระผู้มีพระภาค “แล้วรู้ได้อย่างไร มีสัมโพธิญาณหรือ กำหนดรู้ใจพระพุทธเจ้าทั้งในอดีต อนาคตและปัจจุบันได้หรือ”

พระสารีบุตร “จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะหยั่งรู้ได้ถึงความลึกซึ้งของสัมโพธิญาณ…เสมือนเอาเชือกหยั่งลงในมหาสมุทร มีเชือกหยั่งลงลึกได้เท่าไหร่ ก็รู้ได้เท่านั้น แต่ที่กล่าวอาสภิวาจาได้ เพราะข้าพระองค์ทราบอาการที่เป็นแนวของธรรมะได้ เหมือนคนที่ตรวจดูกำแพง…เชิงเทิน…พบว่าแน่นหนามาก ไม่มีรูช่องพอที่แมวจะลอดผ่านไปได้ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ใหญ่ๆ ย่อมเข้าออกไม่ได้แน่นอน แล้วนายประตูเมืองเป็นผู้ฉลาดมีความรอบคอบไม่ประมาท ใครเข้า-ออกจะต้องผ่านประตูนี้แน่นอน ใครจะมาตีนี้ไม่ได้…”

ท่านพระสารีบุตรยกย่องพระพุทธเจ้าว่า มีความรอบรู้ยิ่งในสัมโพธิญาณ … มีการแยกส่วนธรรมดำธรรมขาว ยกอุปมาพร้อมมูล เกิดความรู้ยิ่งในธรรมะ…เกิดความั่นใจอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวใน พุทโธ ธัมโม สังโฆ…ส่วนเนื้อหาที่พระสารีบุตรหยั่งลงรู้ได้ว่าพระพุทเจ้าทรงยอดเยี่ยม คือ อนุตริยแยกเป็น ๑๖ ข้อ ดังนี้

    • ทรงแสดงการบัญญัติของธรรมะส่วนที่เป็นกุศล นั่นคือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ อย่าง สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปทาน๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค ๘
    • เรื่องการบัญญัติของอายตนะมี ๖ อย่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เกี่ยวเนื่องรับสิ่งที่เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ การบัญญัติตรงนี้เป็นเรื่องที่ฉลาดแหลมคมมาก เพราะมันไม่เกี่ยวเนื่องกับเวลา…เป็นอกาลิโก…
    • การก้าวลงสู่ครรภ์ แบ่งได้ ๔ ประเภท ไล่เรียงตั้งแต่ รู้ตัวก้าวลงสู่ครรภ์ รู้ตัวตอนที่อยู่ในครรภ์ รู้ตัวตอนออกจากครรภ์ บางพวกรู้ตัวตอนก้าวลงสู่ครรภ์ บางพวกก็ไม่รู้ตัวเลยทั้ง ๓ แบบ
    • ทรงแสดงธรรมและดักใจผู้ฟังได้…รู้ตามได้ว่าเขาคิดอะไร ดูจากท่าที…หรือรู้ได้ด้วยใจ…
    • การแสดงธรรมแยกแยะแจกแจงให้เห็นตามเป็นจริงได้…คือเห็นทะลุเข้าไปในกายได้ว่า ใต้ผมนั้นมีผิวมีขน กระดูก เยื่อในกระดูก…วิญญาณที่ยึดถือกายนี้ในความเป็นตัวตน…จากโลกนี้ไปเป็นอย่างไร จากโลกหน้าไปเป็นอย่างไร ลึกไปกว่านั้นคือ ถ้ารู้หมดแล้วโลกหน้าก็ไม่ต้องไป…
    • บัญญัติประเภทของบุคคล…บุคคลที่เป็นขั้นต้นที่จะเข้ากสู่กระแสในการที่จะรู้ธรรมะได้ เป็นอุบาสก-อุบาสิกา ผู้มานั่งใกล้แล้ว ผู้เข้าสู่กระแสแล้ว คือ ๕ อย่างแรก ที่เป็นโสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล กายสักขี ทิฏฐิปปัติ สัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ปัญญานุสารี…ส่วนอีก ๒ อย่างในเบื้องปลายแทนที่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็จะมีประเภท อุคคโตภาควิมุติ และ ปัญญาวิมุติ…
    • ทรงแสดงธรรมอันที่ตั้งมั่นได้ นั่นคือ สติปัฏฐาน ๔ ตั้งมั่นในอะไร ตั้งมั่นในนิพพานได้ ตั้งมั่นในการจะมารู้อริยสัจ ๔ ได้ มีโพชฌงค์ ๗ เป็นองค์ธรรมของการตรัสรู้บรรลุธรรมได้
    • ทรงแสดงธรรมถึงวิธีการปฏิบัติให้เข้าสู่ปฏิทาขั้นตอนวิธีการทำ ก็มีการปฏิบัติชนิดที่ลำบากหรือสะดวกสบาย การบรรลุที่รู้ได้เร็ว บรรลุได้ช้าจึงแบ่งเป็น ๔ อย่าง แสดงส่วนเหมือนส่วนต่างเอาไว้ อะไรประณีต อะไรเลวทราม ทรงบอกไว้หมด
    • ทรงแสดงธรรมในเรื่องของมารยาททางการพูด…สัมมาวาจา ไม่พูดแข่งดี ไม่พูดมุ่งเอาชนะ
    • การบัญญัติเรื่องเป็นผู้มีมารยาท นั่นคือ เรื่องของศีล ศรัทธา สัจจะ…ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ ทำอย่างเป็นปกติอย่างนี้ขาเรียกว่า มีศีลของตน…ทรงบัญญัติไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร
    • วิธีการสั่งสอน เพื่อให้บุคคลนั้นถ้าปฏิบัติตามนี้จะเข้าสู่โสดาปฏิมรรค สกทาคามีมรรค อนาคามีมรรค หรือ อรหัตมรรค และรู้ได้ว่าเขาเดินตามไปทางนี้ เขาจะได้เป็นระอรหันต์…อนาคามี…สกทาคามี…โสดาบัน ทางตรงนี้เรียกว่า “มรรค”
    • รู้เรื่องของผลวิมมุติญาณ…รู้ว่าบุคคลนั้น เขามีความรู้ทำได้ถึงขั้นไหน…ผลของความเป็นโสดาบัน…สกทาคามี…อนาคามี หรืออรหัตผล…รู้ได้ว่า เขาเดินตามทางนี้แล้ว เขาบรรลุผลหรือยัง
    • แสดงธรรมเข้าใจสิ่งที่คนอื่นแสดงว่าอย่างไม่ถูกต้องว่า ได้มาอย่างไร มีเหตุเป็นมาอย่างไร บุคคลที่มีทิฐิความเห็นสิ่งต่างๆ เที่ยงแท้แน่นอน เหมือนภูเขาตั้งอยู่อย่างไม่เคลื่อนไหวไปไหน เหมือนกับเสาระเหนียดที่มั่นคงเที่ยงแท้ ที่เขาเข้าใจอย่างนั้น … เพราะบาทีเขาระลึกชาติได้ด้วยความเพียร ด้วยการทำสมาธิ ด้วยอำนาจจิตอย่างใดอย่างหนึ่ง การระลึกชาติได้มากบ้างน้อยบ้าง ทำให้เห็นสิ่งต่างๆ สุดแค่ตรงนั้น…ก็เลยคิดว่าตรงนั้นมั่นคงเที่ยงแท้ แต่ไม่รู้ว่าต่อไปนั้นยังมีอีก … คิดว่าที่ตัวเองรู้มันสุดจบแล้ว…จึงเป็นวาทะสัสสตทิฐิ คิดว่าจบตรงนี้โดยไม่รู้ว่าจุดอื่นมีอีก
    • บุพเพนิวาสาอนุสติญาณ คือความยอดเยี่ยมในการระลึกย้อนไป โดยไม่ตันที่จุดใดจุดหนึ่ง…ไม่เหมือนข้อ ๑๓. ที่ตันจุดใดจุดหนึ่งโดยไม่รู้ว่ามันมีย้อนหลังต่อไปได้…แต่บุพเพนิวาสาอนุสติญาณที่คิดว่าจบแล้ว แต่สามารถรู้ย้อนได้อีก…
    • จุตูปปาตญาณ คือรู้จุติ รู้อุบัติิ การเกิด การเคลื่อนของสัตว์ต่างๆ ความดี-ความชั่ว ได้ผลดีเป็นดีเป็นเลวด้วยทิพยจักษุสามารถรู้ได้
    • บอกถึงวิธีการแสดงฤทธิ์เอาไว้ ฤทธิ์นั้นมี ๒ อย่าง คือ ฤทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับอาสวะ…การเหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน เดินบนผิวน้ำ….ความสามารถเกิดจากจิตที่เป็นสมาธิ แต่ยังเป็นฤทธิ์ที่เกี่ยวกับอาสวะ แต่การแสดงฤทธิ์ที่ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยอาวะ คือการทำให้ อาสวะหายไป ฤทธิ์นั้นก็คือ การที่เราสามารถพิจารณาสิ่งทีปฏิกูลเป็นไม่ปฏิกูล เห็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลเป็นปฏิกูลได้ เห็นความเป็นอุเบกขาในสิิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สัมปสาทนิยสูตร
Tagged on: