download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 01/09/2560



HIGHLIGHTS:

  • อธิบาย “ปุตตมังสสูตร” ว่าด้วย อาหาร ๔ อย่าง
  • “อัตถิราคสูตร” ว่าด้วย อาการเกิด-ดับ แห่งอาหารสี่ คือ หมายถึง การเกิดขึ้น และการดับไป ของตัณหา, ราคะ(ความกำหนัด), นันทิ(ความเพลิน)ซึ่งจะทำให้มีความโศก มีเรื่องทุกข์เกิดขึ้น, ความโศก และความทุกข์ต่างๆ จะดับไปได้ ถ้าเผื่อว่า ราคะ, นันทิ, ตัณหา มันดับไป
  • สังยุตตนิกาย เรื่องเกี่ยวกับอาหาร ๔ ว่าด้วย อาการเกิด-ดับ แห่งอาหารสี่ เรื่องราวของโมลิยผัคคุนะ

บทคัดย่อ

“ความทุกข์ – ความสุข อย่างใดอย่างหนึ่งที่เรามี เป็นเพียงภาพลวงตา”

“ความทุกข์ที่เหมือนเป็นภาพลวงตา เป็นแสงเท่านั้นเอง เป็นเหมือนกับแสงนี่แหละ มันต้องอาศัยสิ่งอื่น เราจึงเห็นมันได้ ความทุกข์นั้นเป็นแค่ภาพลวงตา”

“ความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เรามี, ความสุขด้วย อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เรามี เป็นภาพลวงตาเฉยๆ”

ความทุกข์, ความสุข ที่เกิดขึ้นมาเหมือนกับว่า มันต้องมีฉากมารับ ที่มีเรื่องราวมารับนี่แหละ “ถ้ามีตัณหา บวกกับ เจ้าขันธ์ ๕(ในที่นี้ ท่านอธิบายถึงเรื่องของอาหาร ๔)อยู่เมื่อไหร่ นั่นมันจะเป็นเหมือนกับอาศัยกันเกิดขึ้น ให้มีความทุกข์ ให้มีความเป็นตัวตน ถ้าเราเอาอย่างใดอย่างหนึ่งออก ในที่นี้ คือ ราคะ, ตัณหา พวกนี้เอาออก ความเป็นทุกข์นั้น สภาวะนั้น มันจะไม่มี วิญญาณก็มีของมันไป, เวทนาก็มีของมันไป, เรื่องราวนี้ก็เป็นไปของมันตามธรรมดา ธรรมชาติ ตามเหตุตามปัจจัย

 

– อธิบาย “ปุตตมังสสูตร” ว่าด้วย อาหาร ๔ อย่าง

“ปุตตมังสสูตร” เป็นหัวข้อ ที่พูดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบเรื่องของอาหารทั้ง ๔

– พระสูตรที่ ๒ “อัตถิราคสูตร” ว่าด้วย อาการเกิด-ดับ แห่งอาหารสี่ คือ หมายถึง การเกิดขึ้น และการดับไป ของตัณหา, ราคะ(ความกำหนัด), นันทิ(ความเพลิน) ซึ่งจะทำให้มีความโศก มีเรื่องทุกข์เกิดขึ้น, ความโศก ความทุกข์ต่างๆ จะดับไปได้ ถ้าเผื่อว่า เจ้าราคะ, นันทิ, ตัณหา มันดับไป จะเป็น ๒ พระสูตรที่ต่อเนื่องกัน อยู่ในสังยุตตนิกาย

ทีนี้เรามาทำความเข้าใจเรื่องของ ปุตตมังสสูตร และ อัตถิราคสูตร กันก่อน เรื่องราวตรงนี้้ คือ อาหาร ๔ อย่าง

๑) อาหาร คือ คำข้าว “กพฬีการาหาร” “อาหาร” หมายถึง เครื่องที่จะให้เกิดการหล่อเลี้ยง นั่นเอง อย่างที่ท่านผู้ฟังกินข้าวทุกวัน หายใจเข้าทุกวัน ทุกนาที อากาศที่เราหายใจเข้า-หายใจออก อาหารที่เรากินผ่านทางปาก ผ่านทางทวารที่อยู่ทางเบื้องบน แล้วก็ปลดปล่อยออกมาทางทวารเบื้องต่ำ ก็ตาม อาหารนี้ ทำให้ร่างกายของเรา ตั้งอยู่ได้ ร่างกายของเราที่ตั้งอยู่ได้นี้ ทำให้เห็นรูป ได้ยินเสียง สัมผัสสิ่งต่างๆ ได้ ทำให้รับรู้ถึงกามคุณได้

เพราะฉะนั้น “อาหาร คือ คำข้าว” ที่เรากินเข้าไป ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ท่านใช้คำว่า “กพฬีการาหาร” อาหารที่จะมาหล่อเลี้ยงทางกายให้เกิดเป็นกามคุณ ๕ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย รับรู้ได้ ต่อเป็นอาหารหล่อเลี้ยงที่มันเป็นเวทนา นั่นคือ ผัสสาหาร หล่อเลี้ยงอะไร? “ถ้าดูผิวเผินก็หล่อเลี้ยงร่างกายถูกไหม? ในที่นี้ท่านจะพูดถึงช่องทางต่างๆ ที่ไปรับรู้เวทนา นั่นก็คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย ได้ พวกนี้ คือ “กามคุณ”

๒) ผัสสาหาร ได้แก่ “อาหาร คือ ผัสสะ” ที่จะไปหล่อเลี้ยงให้มีเวทนาอยู่ “ก็เพราะว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา”

เพราะฉะนั้น ผัสสะจึงเป็นอาหาร ให้มีเวทนาตั้งอยู่ได้

๓) อาหาร คือ “มโนสัญเจตนาหาร” อาหารที่เป็นไปในทางนามธรรม “อาหารที่เป็นไปในทางนามธรรม” มันก็จะทำให้เกิดสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นผลตามกันมา “ผัสสะ ก็จึงเป็นสิ่งที่หล่อเลี้่ยง เป็นเหตุปัจจัย ให้มีเวทนา” อันนี้ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ท่านใช้คำว่า “มโนสัญเจตนาหาร” ก็คือ อาหารที่ได้แก่ มโนสัญเจตนา

แล้วมโนสัญเจตนา นี่มันคืออะไร? “คือ เวทนา, คือ สัญญา, คือ เจตนา(กรรม) และก็สังขาร เพราะฉะนั้น เราเรียกรวมตรงนี้ว่า “สังขาร” ก็ได้ “สังขาร” คือ การปรุงแต่ง เรียกรวมกันไป ศัพท์ที่ท่านใช้เฉพาะเจาะจง ท่านเรียกว่า “มโนสัญเจตนา” ถ้าเราจะแยกไปในรายละเอียดของคำว่า “มโนสัญเจตนา” เคยอธิบายไว้ในอีกพระสูตรหนึ่ง เรื่องราวหนึ่งว่า คือ สัญญา, เวทนา และเจตนา “เจตนา” ในที่นี้ก็คือ กรรม นั่นเอง “กรรม นั่นก็คือ กรรมทางกาย, วาจา, ใจ” คือ กายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม มันก็จะมาตรงกับ กายสังขาร, วจีสังขาร, มโนสังขาร “กรรม ก็คือ สังขาร นั่นเอง”

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ก็คือ การปรุงแต่ง เป็นลักษณะของกรรม นั่นเอง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยง คือ อาหาร ให้อะไร? “ให้ตัณหา ตัณหาจะตั้งอยู่ได้ ก็เพราะเจ้ากรรมที่มันสร้างขึ้น เป็นอาหารหล่อเลี้ยงให้เกิดตัณหา”

๔) “อาหาร คือ วิญญาณ” วิญญาณ เป็นอาหาร เป็นอาหารของอะไร? “เป็นอาหาร เป็นที่ตั้ง เป็นที่หล่อเลี้ยง ของนาม-รูป”

“เพราะมีวิญญาณ จึงมี นาม-รูป”

-พุทธพจน์

สิ่งเหล่านี้ อาหาร ๔ อย่าง ได้แก่ อาหาร คือ คำข้าว, อาหาร คือ ผัสสะ, อาหาร คือ มโนสัญเจตนา และอาหาร คือ วิญญาณ พูดง่ายๆ มันคือ “ขันธ์ ๕ นั่นเอง” ขันธ์ ๕ คือ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เป็นเครื่องที่จะให้ตั้งอยู่ได้ ของอะไร? ” คือ ถ้ามันมีตัณหา มารวมกับขันธ์ ๕ เมื่อไหร่ มันจะมีความเป็นสภาวะ มีความเป็นจิต มีความเป็นตัวตน, มีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น มีความทุกข์ นั่นเอง ขันธ์ ๕ เป็นอาหารให้เจ้าตัณหาที่เมื่อมันมาประกอบกันแล้ว จะเกิดเป็นความทุกข์ได้ อาหาร ๔ อย่างนี้ จะอธิบายในเรื่องของขันธ์ ๕ ก็ได้

ที่พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องของอาหาร เพื่อที่จะให้เห็นการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การหล่อเลี้ยงของมัน คือ ถ้าเราอดข้าว เราก็ตาย ถูกไหม? ถ้าเรากินข้าว เราก็ยังมีชีวิตอยู่ไปได้ ตามแต่ที่กรรมนั้นมันจะหล่อเลี้ยงไป ที่เหตุปัจจัยมันจะสนับสนุนกันมา โดยพระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบเอาไว้ให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า อาหาร คือ คำข้าว ให้เราที่จะบริโภค พิจารณา หล่อเลี้ยงให้เกิดขึ้น พิจารณาบริโภคให้เกิดการหล่อเลี้ยงในลักษณะ ที่เป็นเหมือนกับเนื้อของบุตร ของเราเอง พระสูตรนี้ท่านจึงตั้งหัวข้อมาเป็นมาติกามาที่ชื่อว่า “ปุตตมังสสูตร” เพราะว่า เนื้อหาข้อความตรงนี้

๑) อาหาร คือ คำข้าว “กพฬีการาหาร” เราควรจะพิจารณาอย่างไง? “เหมือนกับเนื้อของบุตรของเรา ถ้าสมมุติว่า อาหารที่เรากินอยู่นี่ เป็นเนื้อลูกของเราเอง เราจะไม่ได้เลือกเอาเนื้อล่ำๆ เลือกส่วนนี้กินก่อน เราจะไม่ได้เลือกอย่างนั้น เราก็จะกินเฉพาะที่อยู่ตรงหน้า กินพอประทังชีวิต ไม่ได้กินจนกระทั่งล้นถึงคอหอย แล้วความอร่อยของมันไม่มีด้วย เพราะอะไร? “เพราะมันไม่ได้ผ่านการปรุงรส และยังเป็นเนื้อสดๆ เพราะกินเนื้อบุตรที่อยู่ในทางทุรกันดาร เครื่องปรุงก็ไม่มี มันจะอร่อยได้อย่างไง?อ้าว แล้วกินเพื่ออะไร? “กินเพื่อประทังชีวิต เพื่อที่ให้มันจะถึงที่ที่มันพ้นภัยนี้” เราควรจะพิจารณาอย่างไง? “ในเบื้องต้นในที่นี้ก็จะอธิบายถึงในจุดที่ว่า ถ้าเราสามารถที่จะพิจารณาเจ้าอาหาร คือ คำข้าว ในลักษณะที่ให้เป็นเหมือนกับเนื้อของบุตรของเรา เห็นโทษแบบนี้ แล้วก็เอาประโยชน์จากมัน เพียงพอเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพียงพอแค่นี้ เราจะเหนือจากสิ่งที่มันจะให้เกิดผล”

อาหาร คือ คำข้าว มันจะหล่อเลี้ยงอะไร? “มันจะหล่อเลี้ยงให้เกิดกามคุณ ถ้าเราพิจารณาแบบนี้ เราจะเหนือจากกามคุณได้” อาหาร คือ คำข้าว หล่อเลี้ยงร่างกายนี้ใช่ไหม? ร่างกายนี้มันคืออะไร? “มัน คือ ช่องทางที่จะให้รับรู้สิ่งต่างๆ นั่นเอง” ความที่เรามารู้สึกต่ออารมณ์ได้ นี่มันคือ กรรมเก่า มันต้องอาศัยกายนี้ อาหาร คือ คำข้าว มันเลี้ยงกายนี้ ถ้าเราเห็น อาหาร คือ คำข้าว แบบนี้ได้ ตามเนื้อบุตรอย่างนี้ เราจะเหนือจากกามคุณได้ จะเหนือจากสิ่งที่มันหล่อเลี้ยงนั้นอยู่ได้ ให้พอเป็นไปเท่านั้น เราจึงจะอยู่เหนือจากสิ่งที่มันทำให้เกิดผล นั่นคือ เหนือจากกามคุณได้ นี่คือ อาหาร ข้อที่ ๑)

๒) อาหาร คือ ผัสสะ “ผัสสาหาร” เป็นเหตุที่จะให้เกิด เวทนา ถ้าเราพิจารณาเจ้าผัสสะ ในลักษณะที่เหมือนกับ แม่โค แม่โคตัวนี้ สมมุติว่าลอกหนังออกหมด ยังเป็นๆ อยู่ พอลอกหนังออก จะเป็นที่หมายปองของเหล่าพวกที่จะมากิน พวกที่จะหาเป็นอาหาร เพราะด้วยความที่มันมีฮอร์โมน มีระบบพันธุกรรมที่เหมือนกับเป็นอาหารชั้นยอดของพวกนักล่าต่างๆ ถ้ามันไปอยู่ที่ไหนก็ตาม พวกนักล่าที่มันจะมาคอยเจาะกิน ไม่ว่าจะเป็นนักล่าตัวใหญ่ นักล่าตัวเล็ก พวกแมลง พวกอะไรต่างๆที่มันจะมาคอยบ่อนไช ถูกเจาะ ถูกกินเนื้อของมัน ด้วยความที่หนังมันไม่มีแล้ว มันอันตรายอย่างนี้

“ถ้าเราพิจารณาเห็นผัสสะที่มากระทบ ต้องระวังอย่างนี้ ไม่ใช่ว่า ไปเที่ยวยืนตรงไหน ก็ได้ ต้องคอยระวัง ! จะยืนในอากาศก็จะถูกพวกสัตว์ที่อยู่ในอากาศ เช่น นก เช่น เสือ พวกนี้เจาะกินได้ จะอยู่ในน้ำ ริมฝา ต้นไม้ ก็จะถูกพวกนี้คอยเจาะกิน คอยกัดกิน เราก็ต้องระวัง ถ้าเราระวังเจ้าผัสสะได้แบบนี้ มีการกระทบก็ไม่เพลิน ไหลไปตาม แต่ระวัง! ไม่ตามสิ่งนั้นไป เหมือนแม่โคที่ไม่มีหนัง ต้องระวังอยู่ตลอดเวลา จะไปไหน ถ้าเรามีความระมัดระวังอยู่อย่างนี้ นี่คือ “สติ” คือ ความไม่ประมาท เราจะเหนือจากเวทนาได้”

๓) อาหาร คือ มโนสัญเจตนาหาร “อาหาร คือ มโน, สัญญา และ เจตนา” คำนี้ ตรงตัว มโน แปลว่า ใจ, สัญเจตนา ก็คือ สัญญา และ เจตนา, อะไรที่มันอยู่ในใจบ้าง ก็ธรรมารมณ์ทุกอย่างนั่นแหละ มี สัญญาด้วย, เจตนาในที่นี้ คือ กรรม คือ สังขาร

“สังขาร เราควรจะเห็นว่า มันเป็นเหมือนกับหลุมถ่านเพลิง ที่ถ้าเมื่อเราตกลงไป เราตายแน่นอน! ถ้าเราจะเพลินปรุงแต่งไป ให้อะไรในใจมันมีขึ้นมา มันจะเป็นที่เกิดของตัณหาได้ ตัณหามันจะมาอาศัยตรงนี้ เกาะอยู่ เกิดอยู่ อาศัยตรงนี้เป็นสิ่งที่จะให้เกิดความทุกข์ ความเป็นตัวตนขึ้นมาได้” นี่คือ “ตัณหา”ถ้าเราเห็นว่า มันเป็นเหมือนกับหลุมถ่านเพลิง เป็นภัย เห็นเจ้ามโนสัญเจตนา ไม่ว่าจะเป็นสังขาร, สัญญา, เวทนา เห็นว่า มันเป็นภัย คอยระวังอยู่ อย่าเข้าไปใกล้มัน! ยังอยู่เหนือจากมัน พอเราไม่เข้าไปใกล้มัน อยู่เหนือจากมัน เราระมัดระวังเอาไว้! เราจะอยู่เหนือจากตัณหาได้”

๔) อาหาร คือ วิญญาณ “วิญญาณาหาร” วิญญาณ คือ การรับรู้ วิญญาณ ไม่ใช่ที่เป็นดวงๆ เป็นตัวตน นั่นไม่ได้เรียกว่า เป็นวิญญาณ นั่นเรียกว่า “จิต” จิตไปยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตน, จิตไปยึดถืออะไรก็ตามได้หมด จะเป็น Hardware, Software ของแข็ง, ของเหลว, ก๊าซ มันไปยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้หมด แต่นั่นไม่ใช่ วิญญาณ! “วิญญาณ ก็คือ การรับรู้” หรือการรู้แจ้ง การที่ท่านผู้ฟังมาได้ยินเสียงข้าพเจ้าได้ อันนี้ต้องมีผัสสะแน่นอน! นั่นเป็นผัสสาหาร กินอะไรอยู่? “กินผัสสะอยู่” การที่ท่านผู้ฟังมารับรู้เสียงของข้าพเจ้าได้ นั่นคือ “โสตวิญญาณ” นั่นคืออาหาร กินอะไรอยู่? “กินวิญญาณอยู่” กินวิญญาณอยู่ แล้วมันเป็นผลให้เกิดอะไร? “ให้เกิดนาม-รูป”

แล้วคุณจะพิจารณาอย่างไง? ไม่ให้มันมีความทุกข์ ถ้ามีนามรูป มันก็เป็นเหตุ เป็นความทุกข์ได้ ตัณหามันจะมาใส่ได้ตรงนี้ มันจะมายึดตรงนี้โดยความเป็นตัวตน เป็นทุกข์ขึ้นมา ตรงนี้คือ นาม-รูป เราจะเห็นวิญญาณาหารที่มันจะไปรับรู้สิ่งต่างๆนี่ได้อย่างไง? “พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้เห็นพิจารณาให้เหมือนกับนักโทษที่ถูกแทงด้วยหอก ๓๐๐ เล่มทุกวันๆ จะมีความทุกข์มาก จะมีความเจ็บปวดมาก นักโทษนี่จะต้องอดทนมาก นักโทษจะได้รับทุกข์มาก ถ้าเราเห็นวิญญาณที่ไปรับรู้สิ่งต่างๆ วันนึงมันไม่ใช่แค่ ๓๐๐ มันมากกว่านั้น เสียงนี้ แล้วก็เสียงนั้น ที่ว่า ๖ ช่องทางนี้้ก็ ๖ อย่างแล้ว แล้วในแต่ละช่องทางยังมีเรื่องราวอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่ ๓๐๐ ไม่ใช่แค่ ๔๐๐ ไม่ใช่แค่ ๓๐๐๐ ไม่ใช่แค่ ๔๐๐๐ เป็นสามล้าน, สี่ล้าน มากไปกว่านั้นอีก แล้วคุณถูกแทงตึ้มๆๆๆอย่างนี้ “ยิ่งต้องระวัง! ยิ่งต้องอดทน อย่าให้เพลินไป! ถ้าเผื่อว่าเราพิจารณาให้เห็นเจ้าวิญญาณที่เราไปรับรู้สิ่งต่างๆ รับรู้เสียง รับรู้ภาพ เป็นนักโทษถูกแทง เรายิ่งต้องระวัง ยิ่งต้องอดทน คอยเพ่ง คอยจ้องเอาไว้ เราจะเหนือจากนาม-รูปได้”

คำว่า “เหนือจากนาม-รูป” นั้น ก็คือ อาหาร คือ วิญญาณ มันจะไม่ได้ไปหล่อเลี้ยงให้เกิดนาม-รูป ได้ พอไม่เกิดนาม-รูปได้ คือ เราจะพ้นจากความทุกข์นั้นได้ มีอาหารมาอยู่ก็จริง แต่ว่ารู้จักที่จะบริโภค ไม่ให้อาหารที่ไม่ว่าจะมาทางกาย,ทางรูป หรือว่าจะมาทางช่องทางใจ ไม่ให้สิ่งนั้นเป็นพิษ เป็นโทษ เป็นภัย กับเราได้ แต่ให้เราอยู่เหนือจากมัน ใช้ประโยชน์จากมันแค่นิดเดียวนี่แหละ สามารถจะพ้นจากความทุกข์ได้ คือ

“พ้นจากกามคุณได้ ในกรณีของอาหาร คือ คำข้าว,

พ้นจากเวทนาได้ ในกรณีของอาหาร คือ ผัสสะ,

อยู่เหนือ พ้นจากตัณหาได้ ในกรณีของอาหาร คือ มโนสัญเจตนา

และอยู่เหนือ พ้นจาก นาม-รูป ได้ ในกรณีของอาหาร คือ วิญญาณ”

– อาหารในทั้ง ๔ ข้อนี้ พระพุทธเจ้าอธิบายถึง ลักษณะการที่มันจะทำให้เกิดความทุกข์ ในพระสูตรต่อมาที่ชื่อว่า “อัตถิราคสูตร” อธิบาย ถึงการเกิด-การดับของความทุกข์เอาไว้ว่า “ถ้าในอาหาร ๔ อย่างนี้ ถ้าเราไปมี ความกำหนัด(ราคะ), มีความเพลิน(นันทิ) และมีตัณหา ในวิญญาณาหาร(อาหาร คือ วิญญาณ) จะทำให้การรับรู้(วิญญาณ) ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ท่านผู้ฟัง สังเกตตรงนี้ให้ดี ในข้อแรกนี่พอทำความเข้าใจได้ แต่พอในเรื่องของที่เป็นผัสสะ หรือมโนสัญเจตนา มันอาจจะเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมนิดหนึ่ง มาในทางใจนิดนึง สังเกตให้ดี เราจะดูเห็นได้ว่า มันเป็นทางใจกันมา

 

ในข้อของวิญญาณ ในข้อสุดท้ายตรงนี้ ที่ว่าอาหาร คือ วิญญาณ ที่มันจะทำให้เกิดนาม-รูป อาหารตรงนี้มันจะเป็นตัวท้ายๆ ที่้เราจะละมันได้ ดับมันได้ เพราะว่าในอาหารทั้ง ๔ อย่างนี้ ถ้ามีความกำหนัด, มีความเพลิน, มีตัณหา คือ ราคะ, นันทิ และความทะยานอยาก วิญญาณจะตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ” วิญญาณจะตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้” นั่นคือ เป็นอาหารแล้ว เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงแล้ว เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงของนาม-รูป นาม-รูปนี้ก็จะหยั่งลงได้ หมายถึง วิญญาณพอมันเกิดขึ้น มันจะต้องมาหยั่งลงในนาม-รูปเท่านั้น;

พอวิญญาณหยั่งลงในนาม-รูป สังขารต่างๆ ก็เจริญขึ้นมาแล้ว สังขารต่างๆ ในที่นี้ ก็คือ มโนสัญเจตนาหาร, ผัสสาหารต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาๆ;

พอมีมโนสัญเจตนาหาร มีผัสสาหาร แล้วตัณหา กับเวทนา มันจะไม่ตามมาหรอ? ตัณหาก็ตามมา, เวทนาก็ตามมา เกิดการปรุงแต่ง เจริญขึ้น พัฒนาขึ้น จนมีภพ มีความเป็นสภาวะตรงนี้ มันจึงเกิดขึ้นตรงนี้ พอเป็นสภาวะ ความเป็นภพ มันเป็นผลของการที่มีราคะ, มีความเพลิน และมีตัณหา มันเกาะกันอยู่;

พอมันเกาะกันอยู่ในเจ้าขันธ์ ๕ นี่มันเกิดเป็นสภาวะขึ้น พอมีการเกิดเท่านั้นแหละ เป็นสภาวะขึ้นมาแล้ว ความทุกข์ต่างๆ ก็ตามกันมาเป็นพรวน

เหมือนจิตตกร เขาจะใช้สีอะไรต่างๆ เขาสามารถเขียนภาพปรุงแต่งอะไรขึ้นมาได้ตามความคิดสร้างสรรค์ ตามจิตตะ ความคิดนึก ที่เขาจะปรุงแต่งขึ้นมา สามารถทำได้ สร้างเป็นอะไรก็ได้

แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม ในสิ่งต่างๆ ที่มันมีอยู่ในโลกอยู่แล้ว อะไรที่มันมีอยู่ในโลก? “ธาตุ ๔(ดิน, น้ำ,ไฟ,ลม), เวทนา(ความรู้สึก) มันมีอยู่ในโลกของมันอยู่แล้ว เพราะมันมีอะไร? “มีผัสสะ” มีผัสสะ มีการกระทบ มันก็มีความรู้สึกบ้าง มีเสียงบ้าง มีการปรุงแต่งอะไรต่างๆ ตามมา มีความหมายรู้(สัญญา), มีการรับรู้(วิญญาณ) “มีของมันอยู่แล้ว” ถ้าเราไม่เพลินไปในสิ่งนั้น, ไม่กำหนัดในสิ่งนั้น, ไม่ได้ไปมีความทะยานอยากให้เป็นอย่างไงๆ การรับรู้(วิญญาณ)นั้น ก็มีของมันไป มันจะไม่สามารถที่จะเจริญงอกงาม ให้เกิด ไปหยั่งลงในนาม-รูปได้ ก็มีของมันไปธรรมดา แต่มันจะไม่ไปหยั่งลง ไปเจริญขึ้นในนาม-รูป; พอวิญญาณก็มีของมันไปธรรมดา ไม่ได้ไปเจริญงอกงาม ไปหยั่งลงในนาม-รูป การพัฒนาที่จะให้มีการปรุงแต่ง เป็นสังขาร(เป็นมโนสัญเจตนาหาร), เป็นผัสสะ, เป็นเวทนา, เป็นความยึดถือ เป็นช่องทางสฬายตนะ ไม่มี! เจริญขึ้นไม่ได้ แล้วมันจะไปมีความเป็นสภาวะได้อย่างไง? มันไม่มีอะไรที่จะให้เป็นสภาวะ ก็ดับไป ความเป็นสภาวะก็ดับไป ภพนั้นดับไป การเกิดก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

เหมือนกับแสง ถ้าส่องเข้ามาในบ้านทางทิศตะวันออก ถ้าเกิดว่าฝาเรือนทางทิศตะวันออกไม่มี แสงมันก็จะไม่ปรากฏตรงฝาเรือนทางทิศตะวันออกนั้น คือ ถ้ามันมี เราก็จะเห็นว่า มันมีแสงมากระทบ แต่ถ้าฝาเรือนไม่มี เราจะไม่เห็นแสง ณ จุดเดิมนั้น แล้วมันจะไปตกที่ไหน? “มันก็จะไปตกที่ฝาเรือนด้านในฝั่งทิศตะวันตก”;แต่ถ้าเผื่อว่า เราเอาฝาเรือนด้านในฝั่งทิศตะวันตกออกไป ณ จุดเดิมที่ฝาเรือนเคยอยู่ที่เราเคยเห็นแสงก่อนหน้านี้ เราจะไม่เห็นแสงแล้ว มันหายไปไหน? คือ มันไม่มี มันหายไป เพราะอะไร? ” เพราะฝาเรือนมันไม่มี มันก็หายไป” แล้วแสงมันไม่มีอยู่หรือ? มีอยู่ มันไปอยู่โน่น มันไปอยู่ตรงดินโน่นแล้ว เราก็จะไปเห็นแสงอยู่ที่ตรงดินแทน แต่ถ้าดินไม่มี เอาดินออกไป ณ ตำแหน่งที่ดินเคยอยู่ ที่เราเคยเห็นแสง ณ ตำแหน่งนั้น พอเอาดินออกไป ณ ตำแหน่งที่ดินเคยอยู่ ที่เราเคยเห็นแสงนั้น แสงก็จะไม่มีแล้ว เพราะอะไร? ” เพราะดินมันหายไปแล้ว” แล้วมันจะไปปรากฏอยู่ที่ไหน? “มันก็จะไปปรากฏอยู่ในน้ำ ที่มันจะลึกลงไปกว่าดินนั่นแหละ” แสงที่เคยปรากฏอยู่ที่อื่น มันก็จะไปปรากฏอยู่ตรงน้ำนั้น ณ ตำแหน่งที่เราเห็นแสงเพราะมีน้ำอยู่ ถ้าเราเอาน้ำออกไป แสงที่เราเห็น ณ ตำแหน่งที่เคยมีน้ำนั้น พอเราเอาน้ำออกไป แสงก็ไม่มีนะ แล้วแสงจะไปปรากฏอยู่ที่ไหน? “คือ ถ้าไม่มีอะไรให้มันตกกระทบ แสงก็จะไม่มี หายไป ไม่มีอยู่”

“ความทุกข์ที่เหมือนเป็นภาพลวงตา เป็นแสงเท่านั้นเอง เป็นเหมือนกับแสงนี่แหละ มันต้องอาศัยสิ่งอื่น เราจึงเห็นมันได้ ความทุกข์นั้นเป็นแค่ภาพลวงตา”

“ความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เรามี, ความสุขด้วย อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เรามี เป็นภาพลวงตาเฉยๆ”

ความทุกข์, ความสุข ที่เกิดขึ้นมาเหมือนกับว่า มันต้องมีฉากมารับ ที่มีเรื่องราวมารับนี่แหละ “ถ้ามีตัณหา บวกกับ เจ้าขันธ์ ๕(ในที่นี้ ท่านอธิบายถึงเรื่องของอาหาร ๔ อยู่เมื่อไหร่) นั่นมันจะเป็นเหมือนกับอาศัยกันเกิดขึ้น ให้มีความทุกข์ ให้มีความเป็นตัวตน ถ้าเราเอาอย่างใดอย่างหนึ่งออก ในที่นี้ คือ ราคะ, ตัณหา พวกนี้เอาออก ความเป็นทุกข์นั้น สภาวะนั้น มันจะไม่มี วิญญาณก็มีของมันไป, เวทนาก็มีของมันไป, เรื่องราวนี้ก็เป็นไปของมันตามธรรมดา ธรรมชาติ ตามเหตุตามปัจจัย

เรื่องนี้เราจะมีความเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าจึงยกเรื่องของความเข้าใจของภิกษุที่ชื่อว่า “โมลิยผัคคุนะ” ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนมาให้ท่านผู้ฟัง ฟังประกอบด้วย

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อธิบาย – ปุตตมังสสูตร ว่าด้วย อาหาร  ๔  อย่าง
Tagged on: