download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 31/08/2560



HIGHLIGHTS:

  • ปุตตมังสสูตร ว่าด้วย อาหาร ๔ อย่าง
  • อัตถิราคสูตร ว่าด้วย อาการเกิด-ดับ แห่งอาหารสี่
  • สังยุตตนิกาย เรื่องเกี่ยวกับอาหาร ๔ ว่าด้วย อาการเกิด-ดับ แห่งอาหารสี่

บทคัดย่อ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  ถ้ามีราคะ(ความกำหนัด) มีนันทิ(ความเพลิน) มีตัณหา(ความอยาก) ในกพฬีการาหาร, ในผัสสาหาร, ในมโนสัญเจตนาหาร และ ในวิญญาณาหารไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญ งอกงามอยู่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น, ในผัสสาหารนั้น, ในมโนสัญเจตนาหารนั้น และในวิญญาณาหารนั้น วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด,   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบเหมือนช่างย้อม หรือช่างเขียน, เมื่อมีน้ำย้อม คือ ครั่ง ขมิ้น คราม หรือสีแดงอ่อน ก็จะพึงเขียนรูปสตรี หรือรูปบุรุษ ลงที่แผ่นกระดาษ หรือฝาผนัง หรือผืนผ้า ซึ่งเกลี้ยงเกลา ได้ครบทุกส่วน, อุปมานี้ฉันใด;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  อุปไมยก็ฉันนั้น คือ ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในกพฬีการาหาร , ในผัสสาหาร, ในมโนสัญเจตนาหาร และ ในวิญญาณาหารไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น, ในผัสสาหารนั้น, ในมโนสัญเจตนาหารนั้น และ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด,   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้. แล”

“ปุตตมังสสูตร ว่าด้วยอาหาร  ๔  อย่าง”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ ๑)กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ๒)ผัสสะ ๓)มโนสัญเจตนา ๔)วิญญาณ.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  ก็กพฬีการาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ?”อุปมาเหมือนเนื้อบุตร”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ?  สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานบ้างเพื่อความมัวเมาบ้าง เพื่อความประดับประดาบ้าง หรือเพื่อตบแต่ง(ร่างกาย)บ้าง หรือหนอ?  ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !” แล้วตรัสต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้น สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพียงเพื่อ(อาศัย) เดินข้ามหนทางอันกันดารเท่านั้น ใช่ไหม ?  “ใช่ พระเจ้าข้า !”.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  ข้อนี้มีอุปมาฉันใด, เราย่อมกล่าวว่า กพฬีการาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น(ว่ามีอุปมาเหมือนเนื้อบุตร) ฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อกพฬีการาหารอันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, ราคะ (ความกำหนัด) ที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อราคะที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้ว, สังโยชน์ชนิดที่อริยสาวกประกอบเข้าแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีก ย่อมไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็ผัสสาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร? “อุปมาเหมือนแม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม่โคนมที่ปราศจากหนังหุ้มนั้น จะพึงไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใด ๆ ก็ตาม มันก็จะพึงถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ กัดกินอยู่ร่ำไป, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่า ผัสสาหาร อันอริยสาวกพึงเห็นว่า มีอุปมาเหมือนแม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม ฉันนั้น.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เมื่อผัสสาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เวทนาทั้งสามย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อเวทนาทั้งสาม เป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า “สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น” ดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็มโนสัญเจตนาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร? “อุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้นแล บุรุษนั้น มีความคิด ความปรารถนา ความตั้งใจ ที่จะให้ห่างไกลหลุมถ่านเพลิงนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า บุรุษนั้นย่อมรู้ว่า “ถ้าเราจักตกลงไปยังหลุมถ่านเพลิงนี้ไซร้ เราก็จะพึงถึงความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ” ดังนี้, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่า มโนสัญเจตนาหาร อันอริยสาวกพึงเห็นว่า มีอุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง ฉันนั้น.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เมื่อมโนสัญเจตนาหาร อันอริยสาวกกำหนด รู้ได้แล้ว, ตัณหาทั้งสาม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อตัณหาทั้งสามเป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า “สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น” ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? “อุปมาเหมือนนักโทษถูกประหาร”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น ว่าอย่างไร ?  บุรุษนักโทษนั้น ถูกพวกเจ้าหน้าที่ประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่ม ตลอดทั้งวัน  เขาจะพึงเสวยแต่ทุกขโทมนัสที่มีข้อนั้นเป็นเหตุ เท่านั้นมิใช่หรือ?  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  บุรุษนักโทษนั้นถูกพวกเจ้าหน้าที่ประหารด้วยหอกแม้ (เล่มเดียว) นั่น ก็พึงเสวยทุกขโทมนัสที่มีข้อนั้นเป็นเหตุ (มากอยู่แล้ว) ก็จะกล่าวไปไยถึงการที่บุรุษนักโทษนั้นถูกประหารด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่าวิญญาณาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนนักโทษถูกประหารนั้น) ฉันนั้น.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อวิญญาณาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, นามรูปย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อนามรูปเป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า “สิ่งไรๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป(กว่านี้)ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น”, ดังนี้ แล.

– สูตรที่ ๓ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๑๑๘/๒๔๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน

“อัตถิราคสูตร ว่าด้วย อาการเกิด-ดับ แห่งอาหารสี่”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่าเพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่างเป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่าง คือ ๑)กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ๒)ผัสสะ ๓)มโนสัญเจตนา ๔)วิญญาณ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย…”

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  ถ้ามีราคะ(ความกำหนัด) มีนันทิ(ความเพลิน) มีตัณหา(ความอยาก) ในกพฬีการาหาร, ในผัสสาหาร, ในมโนสัญเจตนาหาร และ ในวิญญาณาหารไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญ งอกงามอยู่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น, ในผัสสาหารนั้น, ในมโนสัญเจตนาหารนั้น และในวิญญาณาหารนั้น วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด,   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบเหมือนช่างย้อม หรือช่างเขียน, เมื่อมีน้ำย้อมคือครั่ง ขมิ้น คราม หรือสีแดงอ่อน ก็จะพึงเขียนรูปสตรี หรือรูปบุรุษ ลงที่แผ่นกระดาษ หรือฝาผนัง หรือผืนผ้า ซึ่งเกลี้ยงเกลา ได้ครบทุกส่วน, อุปมานี้ฉันใด;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  อุปไมยก็ฉันนั้น คือ ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในกพฬีการาหาร , ในผัสสาหาร, ในมโนสัญเจตนาหาร และ ในวิญญาณาหารไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น, ในผัสสาหารนั้น, ในมโนสัญเจตนาหารนั้น และ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด,   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้. แล”

(ข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อความฝ่ายปฏิปักขนัย คือ ตรงกันข้าม)

“…ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ (ความกำหนัด) ไม่มีนันทิ (ความเพลิน) ไม่มีตัณหา (ความอยาก) ในกพฬีการาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศกไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในผัสสาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มี ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มี ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในมโนสัญเจตนาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในมโนสัญเจตนาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มี ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มี ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติ ชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในวิญญาณาหาร แล้ว ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเรือนยอด หรือศาลาเรือนยอดที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ หรือใต้ก็ตาม เป็นเรือนมีหน้าต่างทางทิศตะวันออก. ครั้นดวงอาทิตย์ขึ้นมา แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ส่องเข้าไปทางหน้าต่างแล้ว จักตั้งอยู่ที่ส่วนไหนแห่งเรือนนั้นเล่า? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ จักปรากฏที่ฝาเรือน ข้างในทิศตะวันตก พระเจ้าข้า”.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าฝาเรือนทางทิศตะวันตกไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้นจักปรากฏอยู่ ณ ที่ไหน ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่พื้นดิน พระเจ้าข้า”.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าพื้นดินไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่ไหน ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏในน้ำพระเจ้าข้า”.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าน้ำไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่ไหนอีก ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏแล้ว พระเจ้าข้า”.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้นแล : ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในกพฬีการาหาร, ในผัสสาหาร, ในมโนสัญเจตนาหาร และในวิญญาณาหาร แล้ว ไซร้,. วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น, ในผัสสาหารนั้น, ในมโนสัญเจตนาหารนั้น และในวิญญาณาหารนั้น . วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไปไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้. แล

– สูตรที่ ๔ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๑๒๒/๒๔๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

“สังยุตตนิกาย เรื่องเกี่ยวกับอาหาร ๔ ว่าด้วย อาการเกิด-ดับ แห่งอาหารสี่”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่างเป็นอย่างไรเล่า? สี่อย่างคือ ๑)กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง,๒)ผัสสะ,๓)มโนสัญเจตนา,๔)วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย.

ภิกษุโมลิยผัคคุนะ ได้ทูลถามขึ้นว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกินซึ่งวิญญาณาหาร พระเจ้าข้า?”

พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า “นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย :เราย่อมไม่กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า ‘ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน(ซึ่งวิญญาณาหาร) พระเจ้าข้า?’ ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอยางนั้นเช่นนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ’ดังนี้แล้ว, นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า ‘วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป . เมื่อภูตะ(ความเป็นภพ)นั้น มีอยู่, สฬายตนะย่อม มี; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ(การสัมผัส)’, ดังนี้”.

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า?”

นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมสัมผัส” ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า?” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “ผัสสะมี เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย พระเจ้าข้า?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำ เฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา (ความรู้สึกต่ออารมณ์)”, ดังนี้.

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า?”

นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมรู้สึกต่ออารมณ์” ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมรู้สึกต่ออารมณ์” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า?”ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า”เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาพระเจ้าข้า?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณ หา (ความอยาก)”, ดังนี้.

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า?”

นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมอยาก” ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคลลย่อมอยาก” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า?” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผุ้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา พระเจ้าข้า?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่น)”, ดังนี้.

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า?”

นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น” ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า?” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน พระเจ้าข้า?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ” ดังนี้; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ-ทุกขุโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.

ดูก่อนผัคคุนา! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่ง ผัสสายตนะ(แดนเกิดแห่งสัมผัส)ทั้ง ๖ นั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่ง ผัสสะ;

เพราะมีความดับแห่ง ผัสสะ จึงมีความดับแห่ง เวทนา;

เพราะมีความดับแห่ง เวทนา จึงมีความดับแห่ง ตัณหา;

เพราะมีความดับแห่ง ตัณหา จึงมีความดับแห่ง อุปาทาน;

เพราะมีความดับแห่ง อุปาทาน จึงมีความดับแห่ง ภพ;

เพราะมีความดับแห่ง ภพ จึงมีความดับแห่ง ชาติ;

เพราะมีความดับแห่ง ชาติ นั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :

ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.

– อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕/๓๑

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน “ปุตตมังสสูตร” เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
  • อ่าน “อัตถิราคสูตร” เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
  • อ่าน “ผัคคุนสูตร” เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
คำพุทธ – ปุตตมังสสูตร ว่าด้วย อาหาร  ๔  อย่าง
Tagged on: