download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 13/06/2560



HIGHLIGHTS:

  • จิตประภัสสรไม่เคยหายไปไหน ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะก่อให้เกิดการพัฒนาได้
  • ความที่จิตประภัสสรนั้นละเอียด มันจึงหลอกเราได้
  • การปฏิบัติตามมรรคแปดจะช่วยให้เห็นความจริงเรื่องจิตประภัสสรได้

บทคัดย่อ


“ภิกษุ ท. ! จิตนี้ เป็นธรรมชาติประภัสสร แต่จิตนั้นแล เข้าถึงความเศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลสอันเป็นอาคันตุกะจรมา…”

เอก. อํ. ๒๐/๑๑ – ๑๒/๕๒ – ๕๓

ความรู้ที่ทำให้มีการอบรมจิต

ลักษณะของจิตที่มันมีธรรมชาติที่ละเอียด มันก็จะสามารถที่จะซึมซับสิ่งต่างๆได้ ซึมซับสิ่งที่เป็นกิเลสที่ผ่านมา ซึมซับไว้ก็ได้ และด้วยความละเอียดของมัน ไอ้สิ่งที่ซึมซับไว้นั้น มันก็ไม่ใช่ว่าจะติดอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะเอาออก ก็สามารถเอาออกได้ ข้อความนี้หมายถึงอย่างนี้ ธรรมชาติของจิตเป็นแบบนี้ จิตนี้อย่างไรก็เป็นประภัสสรอยู่เหมือนเดิม ไม่มีการเกิดของจิตจะไม่ประภัสสร ไม่มี

บทพยัญชนะที่คลาดเคลื่อน

ที่มักจะพูดว่า จิตเดิมแท้นั้นประภัสสร บทพยัญชนะอาจจะใกล้เคียงกัน แต่ความหมายโดยอรรถะ ผู้พูดหรือผู้ฟังอาจจะมีความเข้าใจที่แตกต่างกันก็ได้

ถ้าเราพูดว่า “จิตเดิมเป็นธรรมชาติประภัสสร” เราอาจเข้าใจความหมายไม่ถูก คืออาจเข้าใจไปว่า จิตเมื่อก่อนมันดีอยู่ มีความเป็นประภัสสร แต่ทุกวันนี้มันเศร้าหมอง ถ้าเรามีความเข้าใจอย่างนี้ จะมีความคลาดเคลื่อนจากความหมายตัวแม่บท คุณเข้าใจผิด

เพราะถึงแม้ตอนนี้ ตัวท่านผู้ฟังเอง เทวดาที่อยู่บนสวรรค์ หรือสัตว์นรกก็ตาม จิตของเขาเหล่านั้นๆ ก็มีคุณสมบัติของความเป็นประภัสสรของมันอยู่ คำว่าประภัสสรเป็นธรรมชาติของจิต คือบ่งบอกคุณสมบัติของจิตนั้น ว่าจิตที่มีคุณสมบัติแบบนี้ สามารถที่จะล้างทำความสะอาดได้

เมื่อเข้าใจคุณสมบัติจะเข้าใจถูก

ถ้าเราเข้าใจในลักษณะคุณสมบัติเท่านั้น ว่าคุณสมบัติของจิต คำที่เรียกว่าจิตประภัสสร หมายถึงว่า มันมีอะไรมาปนอยู่ก็จริง ทำให้มันเศร้าหมองได้ก็จริง เพราะความละเอียดของมัน มนก็จะซึมซับได้หมด ในขณะที่มันซึมซับได้หมด เวลาจะเอาสิ่งเหล่านั้นออกไป มันก็ยังสะอาดได้หมด นี่คือเรื่องที่สำคัญ

พอเรามีความเข้าใจว่ามันเป็นคุณสมบัติเฉยๆ ซึมซับสิ่งที่ไม่ดีก็ได้ก็เป็นสิ่งไม่ดีไป พอสิ่งไม่ดีออกไป เอาสิ่งที่ดีเข้ามา มันก็ซึมซับสิ่งที่ดีนั้นได้ ทำให้มี “การพัฒนา” จะทำให้มีการขวนขวายในการที่จะทำสิ่งที่ดีๆขึ้นมาได้ จุดประสงค์ของพุทธพจน์ตรงนี้ เป็นความเข้าใจเพื่อที่จะให้มีการอบรมจิตของเรา

เข้าใจจิตเพื่อพัฒนาละอุปาทานขันธ์ทั้ง๕

เพราะมีตัณหาที่ทำให้เกิดอุปาทานในขันธ์ทั้งห้า พอมีอุปาทานเกิดขึ้น ความรู้สึกที่ว่าเป็นตัวเราของเรามันจึงเกิดขึ้นมา ความเป็นตัวเราของเรามันจึงเกิดขึ้นตรงนี้ นี่กายของฉัน จิตนี้จิตของฉัน เพราะความยึดถือมันจึงปั้นรูปขึ้นมาให้เรายึดถือ แล้วที่เรามามีความยึดถือนั้น เพราะว่าจิตนี้นั่นเองที่มันหลอกลวงเป็นธรรมดา

แล้วจิตมันประภัสสรหรือหลอกลวงกันแน่

คือมุมนี้เราดูได้ทั้งสองอย่าง จิตที่มีธรรมชาติประภัสสร หมายถึงมันมีความละเอียด มีความสว่างไสว มันเหมือนกับมีตัวตนแต่มันไม่ใช่มีตัวตน พระพุทธเจ้ายกอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบกับนักมายากลหรือพยับแดด

จิตนี้ทำให้เราเข้าใจไปว่า มันมีตัวตน มันมีของเดิม มันมีของใหม่ มันมีของฉัน มันมีของเขา มันเป็นอย่างงั้นมันเป็นอย่างงี้ ทำให้เราเข้าใจไป แต่ว่า”ตัวมันจริงๆไม่มีอะไร” คำที่ว่า “มันไม่มีอะไร”ตรงนี้ล่ะ ที่เรียกว่า มันมีความเป็นประภัสสร เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า มันเศร้าหมองได้ มันดีได้ มันเป็นตัวตนขึ้นมา

เวลาที่มันเป็นตัวตน เป็นอัตตาขึ้นมา ทำให้เรามีความรู้สึกว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนี้ มันต้องมีก่อนมีหลัง มี Time and Space เพราะความที่เราเข้าไปยึดถือในสิ่งนั้นแล้ว ความรู้สึกว่านี่เป็นจิตของฉัน นั่น มีความยึดถือติดอยู่แล้ว ทำให้เรามีความเข้าใจไปอย่างนั้นแล้ว เป็นความเข้าใจที่ผิด ที่เข้าใจไปว่า จิตเป็นตัวตน เป็นของฉัน ของเธอ ของเก่าของใหม่ เป็นความคิดที่ถูกบิดเบือนทำให้คลาดเคลื่อนไปด้วยอำนาจของความยึดถือ เหมือนพยับแดด จริงๆมันไม่มีน้ำ เช่นเดียวกัน ถ้าเข้าใจว่า จิตมีของเดิม มีของใหม่ ความเข้าใจนี้ผิดแล้วคลาดเคลื่อนแล้ว มีtime and space ถูกหลอกตั้งแต่มีความยึดถือนั่นล่ะ ยึดถือโดยไม่รู้ตัว พลาดแล้ว

ให้ตั้งสติขึ้น จิตตภาวนา การภาวนาการพัฒนาจิตจึงเกิดขึ้นได้ มันยึดตรงไหนเราจี้จ่อลงไปตรงนั้น มันจะคลายความยึดถือได้ เพราะงั้นการภาวนาการพัฒนาจึงต้องพัฒนาที่จิต เพราะการยึดถือมันมีที่จิต

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจ

จิตนี้ไม่ใช่เป็นดวงๆเป็นก้อนๆ และคำที่ว่า “จิตเป็นประภัสสร จิตไม่ใช่เป็นประภัสสร” จิตนี้อย่างไรก็เป็นประภัสสรอยู่เหมือนเดิม เเพราะความที่มันถูกสร้างสรรปรุงแต่งขึ้นมาด้วยความละเอียดขนาดนี้ ไม่มีการเกิดของจิตที่จะไม่ประภัสสร ไม่มี เพราะธรรมชาติที่มันเกิดขึ้นมาด้วยความละเอียดขนาดนี้ มันหลอกเราจนงง มึน ไม่รู้เรื่อง มันประภัสสรอยู่แล้ว ด้วยความที่มันประภัสสรนั่นล่ะ เราจึงดูยาก ด้วยความที่มันประภัสสรนั่นล่ะ มันจึงหลอกเราได้ ให้เราไปยึดถือในสิ่งต่างๆได้ แม้แต่คำว่าเราๆ ก็เกิดจากผลพวงของจิตที่มันหลอกเราอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าเปรียบไว้กับคนตาบอดแต่กำเนิด

ให้หมอรักษาเปิดดวงตา

จะมีความเข้าใจว่าจิตนี้อย่างไรก็ประภัสสรอยู่แล้ว ต้องมีหมอมารักษาคือพระพุทธเจ้า มียาคือธรรมะ ในที่นี้คือมรรคแปด มรรคแปดเป็นตัวสำรอกสิ่งที่ไม่ดีออก จนกระทั่งมันหมด เราจะสามารถเห้นได้ว่า อ๋อ มันหลอกลวงอย่างนี้ เราจะวางขันธ์๕ วางตัณหา วางอุปาทานได้ ไม่ใช่ว่าเราไปวางที่ตัวอุปาทาน ไม่ใช่ตรงนั้ แต่เราต้องปฏิบัติตามมรรคแปด เริ่มต้นด้วยการตั้งสติขึ้น เราจะเห็นผลได้จากความจริงที่ปรากฎขึ้นในสิ่งต่างๆ การยึดถือในสิ่งต่างๆจางคลายไป จิตก็ดีขึ้นสบายขึ้น แต่ยังไม่หาย

พอเราปฏิบัติไปไม่ขาดสาย ทำอยู่เรื่อยๆ ยังไม่เห้นก็จริง แต่ก็ทำไป มีความศรัทธา มีความเชื่อในหมอ มีความมั่นใจในยา ปฏิบัติเต็มที่ตามที่หมอสั่ง ไม่กินของแสลง รักษาแผลให้ดี จะมีจุดหนึ่งที่เราจะจ่ออยู่ต่อหน้า เจ้าจิตที่มีความเป็นประภัสสรอยู่เดิมนี่แหละ เราเข้าถึงความเป็นประภัสสรของจิตนั้น พิจารณาดูให้ดีว่า จิตที่มีความเป็นธรรมชาติเป็นประภัสสร ที่มันเข้าไปอยู่ทั้งในสิ่งที่เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง ตัวมันเองไม่ได้รู้สึกอะไร แต่สิ่งที่ไปรู้สึกตามว่า สุขทุกข์ดีไม่ดีนั้น มันก็เกาะ ไอ้เจ้าตัวนี้นั่นแหละอยู่

…มันเกาะเจ้าตัวจิตอยู่ มันอาศัยตัวจิตอยู่ เพราะอาศัยยึดถือเจ้าตัวจิตนี่แหละ มันจึงอยู่ได้ เราก็วางความยึดถือนั้นซะ วางความยึดถือในจิตนั้น จิตที่ไม่มีเชื้อหล่อเลี้ยง ที่ธรรมชาติของมันเป็นประภัสสรอยู่แล้ว มันก็ดับลงไป จิตที่ไม่มีเชื้อต่ออยู่อย่างนี้ มันจะไม่สามารถที่จะไปต่อภพ ที่จะไปต่อชาติ มันจะไม่สามารถที่จะไปให้เกิดความยึดถือ ที่จะมีที่จะเป็นได้อีกต่อไป เราจะเข้าใจตรงนี้ได้ไปถึงจุดนี้ได้ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรคแปด….

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
    [๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองแล้ว ด้วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมจะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มีการอบรมจิต ฯ
    [๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า พระอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีการอบรมจิต ฯ
  • ชม “ทำนิโรธให้แจ้ง ทำให้มรรคเจริญ” เผยแพร่ทาง YouTube Channel เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐
คุณสมบัติของจิตประภัสสร
Tagged on: