download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 04/03/2560

งานธรรมบรรยายเรื่อง “เข้าใจ จิต มโน วิญญาณ ด้วยอริยสัจ” โดยพระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐


HIGHLIGHTS:

  • การทำความเข้าใจในความหมายของจิต มโน และวิญญาณ ภายใต้กรอบโครงสร้างของอริยสัจสี่

บทคัดย่อ

งานเทศนาธรรมเริ่มจากการนั่งสมาธิก่อนปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 30 นาที หากจิตเป็นสมาธิแล้ว จิตตั้งมั่น มีศรัทธา แล้วจึงฟังธรรม จะทำให้เข้าใจธรรมได้ง่ายขึ้น


ทุกข์ จะกล่าวถึงขันธ์ห้า อายตนะภายใน อายตนะภายนอก (สัญญา เวทนา เจตนา) และหมู่แห่งวิญญาณ

ในทางพระพุทธศาสนาผัสสะ หมายถึง สัมผัส การกระทบ การถูกต้องที่ให้เกิดความรู้สึก ผัสสะเป็นความประจวบกันแห่งสามสิ่ง คือ อายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะภายนอก(รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) แล้วนำจิตไปรับรู้เป็นวิญญาณ ผัสสะมีทั้งหมด ๖ อย่าง คือ

  • จักขุสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางตา คือ ตา+รูป+จักขุวิญญาณ
  • โสตสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางหู คือ หู+เสียง+โสตวิญญาณ
  • ฆานสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางจมูก คือ จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ
  • ชิวหาสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ
  • กายสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางกาย คือ กาย+โผฏฐัพพะ(เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง)+กายวิญญาณ
  • มโนสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางใจ คือ ใจ+ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิด)+มโนวิญญาณ

กล่าวคือ วิญญาณคือ การรับรู้ในทุกช่องทางของอายตนะภายใน ซึ่งใจเป็นช่องทางที่รับรู้เกี่ยวกับนามทั้งหมด จึงมีคำกล่าวว่า “มโนวิญญาณ” เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเกิดผัสสะจะรู้สึกสุขบ้างทุกข์บ้าง เรียกว่า เวทนา และมีความหมายรู้เรียกว่า สัญญาหรือเจตนา ก็ได้


สมุทัย ตัณหาซึ่งมีอยู่แล้ว กระทบกันหรือก้าวลงในขันธ์ห้า ซึ่งเราเรียกลักษณะนี้ว่า การยึดถือหรืออุปาทาน จากพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ว่า “เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน” สิ่งใดเมื่อมีภาวะเป็นที่รัก เป็นที่ยินดีในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น ตัณหาเมื่อจะตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ในสิ่งนั้น เมื่อมีอุปาทานแล้วจะกลายเป็นภพหรือมีความเป็นสภาวะเกิดขึ้น ซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องด้วยเวลาและสถานที่ ทำให้เกิดการสั่งสม (อาสวะ) ของตัณหาและมีตัวตนขึ้นมา สภาวะที่เกิดการสั่งสมคือ จิต ซึ่งมาจากรากศัพท์ว่า “จิธาตุ”

ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า คำว่า จิต มีอยู่ ๓ ความหมาย ดังนี้

  • การสั่งสม (อาสวะ) มาจากรากศัพท์คำว่า “จิ”
  • ความคิดนึก มาจากรากศัพท์คำว่า “จินต”
  • การทำให้มีความวิจิตรพิสดาร มาจากรากศัพท์คำว่า “จิตต”

ดังนั้นจะเห็นว่า เกิดการอิงกันอยู่ของขันธ์ห้าและตัณหา ทำให้เกิดสภาวะขึ้นมาที่มีการสั่งสม ซึ่งเราเรียกว่า จิต ซึ่งจะมีสภาวะที่เป็นภพอยู่แล้ว มีการปรุงแต่ง มีอดีตอนาคต มีฉันมีเธอ ลักษณะแบบนี้คือ จิตมีความหลอกลวง ซึ่งจะทำให้เราตกหลุมกิเลสในความสุดโต่งทั้งสองด้านคือ การทำอะไรในเรื่องใดๆแบบมากเกินไปหรือละวางโดยไม่ทำอะไรเลย แต่เราควรจะปฏิบัติตามทางสายกลางตามเหตุและปัจจัย

จิตที่เป็นมายา มีลักษณะเกิดดับ เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา สืบเนื่องมาจากอวิชชาที่ไปเสริมกำลังของตัณหา และตัณหาได้เข้าไปยึดถือในขันธ์ห้า ทำให้เกิดภพพร้อมทั้งมีการสั่งสมจนเกิดสภาวะที่เป็นจิต ในขณะเดียวกันจิตนี้ก็จะมีอวิชชาเกิดขึ้น จึงทำให้เกิดเป็นกระแสต่อเนื่องเช่นนี้ไปเรื่อยๆเป็นลักษณะคล้ายๆกับห่วงโซ่


นิโรธ จะเป็นความดับไม่เหลือของทุกข์หรือตัณหาก็ตาม ซึ่งจะทำให้เกิดได้โดยอาศัย มรรค นั่นคือ อริยมรรคมีองค์แปด อย่างไรก็ตามหากเรารู้สึกถึงความมีตัวตนขึ้นมาอีก นั่นหมายถึงว่าสมาธิมีการเคลื่อนแล้ว เพราะมรรคอ่อนกำลังลงโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นเราควรจะปฏิบัติตามมรรคเป็นอย่างดี

ทบทวน “เข้าใจจิต มโน วิญญาณ ด้วยอริยสัจ”
Tagged on: