download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 14/02/2560

 

HIGHLIGHTS:

  • ความเกี่ยวเนื่องกันของ สติ จิต วิญญาณ
  • จิตยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนได้อย่างไร
  • สติรักษาจิตแล้วได้อะไร
  • ความลึกล้ำของสติ สติมีหลายระดับ ไม่ควรลืมหลักการพื้นฐานแม้จะทำได้ระดับที่ลึกลงไป
  • ในขั้นวิญญาณนั้นเป็นขั้นที่ละเอียดลึกล้ำควรทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นว่า แม้วิญญาณที่เป็นผู้เข้าไปรู้ ก็เป็นอาสวะ ยึดถือไม่ได้ เมื่อยึดถือไม่ได้ แม้ตัวจิตที่จะมาทำหน้าที่ในการสั่งสม ยึดถือวิญญาณนั้นโดยความเป็นตัวตน ก็จะดับไป ความดับแห่งกองทุกข์เป็นเช่นนี้

บทคัดย่อ

เมื่อมีความเข้าใจโดยการตั้งสติขึ้น เห็นปัญญาเกิดขึ้นอย่างแจ่มแจ้งว่า แม้แต่วิญญาณผู้ที่เข้าไปรู้ ก็เป็นอนัตตา จิตที่จะมายึดถือวิญญาณนี้ ก็จะยึดถือไม่ได้ เมื่อจิตที่จะมายึดถือวิญญาณนี้โดยความเป็นตัวตน ยึดถือไม่ได้แล้ว แม้ตัวจิตที่จะมาทำหน้าที่ในการสั่งสม ยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนนั้น จิตนั้นก็จะดับไป

เพราะอะไร เพราะมันอาศัยกันและกันเกิดขึ้นอยู่ วิญญาณก็มีการทับถมสั่งสมมาจากอุปาทานความยึดถือ ที่มันไปยึดถือก็ทับทมสั่งสมเกิดขึ้นเป็นจิต

วิญญาณที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดจิต จิตที่มีเหตุปัจจัยเกิดจากวิญญาณที่มีการทับทมเป็นอาสวะให้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเราเห็นวิญญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยง มันอยู่ไม่ได้ ความยึดถือมันก้าวลงไม่ได้ อยู่ไม่ได้เลย เมื่อความยึดถือมันก้าวลงไปในวิญญาณ ที่มันมีความไม่เที่ยง มันไม่ได้แล้วเนี่ย อาสวะการสั่งสมก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ จิตที่ไปทำหน้าที่ในการสั่งสมนั้นก็จะดับไป ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น มีด้วยอาการอย่างนี้ พิจารณาทำความเข้าใจตรงจุดนี้ให้ดี ตั้งสติเอาไว้ให้รอบคอบ”


ความเกี่ยวเนื่องของจิต วิญญาณ และสติ

สติ คือ การระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ สติคือความระลึกได้ เป็นนามธรรม ในที่นี้เราใช้กายคือลมเป็นฐานที่ตั้งให้เกิดสติ สติเป็นผลของการที่เรามาระลึกรู้อยู่กับลมหายใจ

จิต ของเรานี้ มันจะน้อมไปในทางใดทางหนึ่ง อยู่ที่ว่าเราตริตรึกคิดนึกไปในทางไหน จิตที่ถ้าน้อมไปในทางใดแล้ว ไม่มีสติ สิ่งนั้นจะมีอำนาจเหนือจิต แต่ถ้าจิตน้อมไปทางใด แล้วจิตมีสติ จิตนั้นก็จะเห็นตามที่เป็นจริงได้

“สติห่อหุ้มจิตไว้ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า มีสติรักษาจิต สติจะเกิดขึ้นได้จากอะไร เพราะว่าสตินั้นเป็นสิ่งที่เป็นนาม เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตในใจของเรา จะเกิดขึ้นได้ จากการที่เราใช้กายใช้ลมหายใจ เป็นฐานที่ตั้ง การที่เราให้เอาการรับรู้ คือวิญญาณของเรา มาอยู่กับลมหายใจ พลั๊วะ ตรงนี้เท่านั้นเอง บู๊ม สติเกิดขึ้นทันที สตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ลม ไม่ได้เกิดขึ้นที่กาย แต่เกิดขึ้นที่ในใจ เกิดขึ้นตรงไหน เฉพาะเจาะจงลงมาในใจ เกิดขึ้นตรงที่ จิต”


ยึดถือตรงไหน ตรงนั้นคือ จิต

จิตที่มายึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตน มันก็จะไหลไปตาม วิญญาณมันไปก้าวลงในอะไรล่ะ รูป เวทนา พวกนี้ วิญญาณก็ดึงลากพาจิตไป มันก็ขึ้นๆลงตามรูปเวทนา สิ่งต่างๆภายนอก แทนที่จะให้มันไปตามทางเรื่องราวเหล่านั้น ก็ฝึกจิตของเราให้มีสติตั้งขึ้น ให้มาอยู่สักที่ใดที่หนึ่ง เป็นอารมณ์อันเดียว ในที่นี้เราใช้ลมหายใจของเรา

เราเอาการรับรู้ของเรา มารับรู้ตรงลมหายใจตรงนี้ เอาการรับรู้มารับรู้ตรงลมหายใจตรงนี้ จิตมันก็มาทางนี้ การรับรู้ของเราคือวิญญาณ มารับรู้ลม ใช่มั้ย จิตที่มันมายึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนมันก็ตามมาด้วย น้อมมาในทางนี้ด้วย จำไว้ให้ดีว่า “ตริตรึกไปในเรื่องไหน จิตน้อมไปทางนั้น”

ในที่นี้ให้มาตริตรึกคิดนึกถึงเรื่องของลม วิญญาณมาทางนี้ จิตที่มันยึดถือวิญญาณมันก็มาตามทางนี้ จิตของเรามาตามทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลังขึ้นมา เวลาที่การรับรู้ของเรามันอยู่กับลม จิตมันมาอยู่ด้วย บู๊ม สติเกิดขึ้นทันที สติก็จะค่อยมีกำลังมากขึ้น

“สตินี่่นะ เกิดขึ้นในจิตนะ เกิดขึ้นแล้วจะเป็นตัวที่รักษาจิตของเรา จิตของเราที่มีสติตั้งไว้แบบนี้ เราสร้างสมเพิ่มพูน พัฒนาเจริญ ทำให้มาก ทำให้มันตั้งอยู่คงอยู่ได้ อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ติดต่อ ไม่ขาดสาย”


พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบสติเหมือนเสาเขื่อนเสาหลัก

การที่พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบสติให้มีความมั่นคงดุจเสา เพื่อที่จะให้เราเข้าใจว่า สติ มันต้องมั่นคงจริงๆ ฝึกให้มีความต่อเนื่อง ทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ ทำอยู่อย่างไม่ขาดสาย ทำอยู่อย่างติดต่อ บางทีมันไม่ต่อ เราก็เอามาต่อ บางทีมันต่อไม่ติด เราก็ทำบ่อยๆ มันก็จะค่อยติดกันได้ จิตที่ตามความอยากความกังวลนั้นไป คือจิตที่ยังไม่มีสติ เมื่อระลึกได้ขึ้นมา ก็ให้มารู้ลมหายใจ อย่าให้มีความไม่พอใจ อย่าให้มีความกังวลใจ แต่ให้ทำอย่างเป็นธรรมชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

“เพราะว่าเมื่อไหร่ที่เราตั้งสติขึ้นอยู่กับลม หรือด้วยเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม แล้วเรามีความกังวลใจไม่พอใจ มันจะอ่อนกำลัง มันจะมีความเศร้าหมองที่แทรกลงไปในสตินั้น เราทำให้อย่างเป็นธรรมชาติ อย่าให้มีความกังวลใจ แต่ทำให้อย่างสบายๆ ความต่อเนื่องมันก็จะค่อยๆ มีมากขึ้นๆ ประเด็นอยู่ตรงนี้คือ พอเราทำไป สร้างสมไป มีความต่อเนื่องแล้ว ต่อให้ลมหายไป ต่อให้มีความคิดผ่านเข้ามา สติที่มีกำลังเหมือนกับเสาที่มีอยู่อย่างมั่นคง ลมพัดไปมาหรือมีอะไรมากระทบ มันก็ไม่หวั่นไหว สามารถที่จะรับน้ำหนักเรื่องราวอะไรต่างๆ ได้ สติที่มีความมั่นคงอยู่ในใจของเรา ติดอยู่กับจิตของเรานี่แหละ สติตรงนี้จะรักษาจิตได้”


สติรักษาจิตอย่างไง

สติจะรักษาจิตของเราที่มายึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตน ที่วิญญาณนั้นไปรับรู้เสียงบ้าง รับรู้รสบ้าง รับรู้สัญญาบ้าง ปรุงแต่งไปในอดีตบ้าง ปรุงแต่งไปในอนาคตบ้าง ไม่ให้จิตนี้หวั่นไหววุ่นวายขึ้นลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของสัญญานั้น สะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังขารนั้น สะดุ้งหวั่นไหวไปตามการเปลี่ยนแปลงของรูปนั้น ภาพนั้น กลิ่นนั้น รสนั้น ไม่ไปตามนั้น เมื่อไม่ไปตามนั้น ก็เห็นสิ่งต่างๆ เหล่านั้นตามความเป็นจริง สติมันจะรักษาจิตอย่างนี้

พอเรามีสติตั้งไว้ จะทำให้เกิดความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว คือความที่มันแยกกันไป กับ สิ่งที่มากระทบนั้น พอมันแยกกันไปแล้ว ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันแล้ว เป็นเหมือนกับใบบัวหรือดอกบัวที่โดนน้ำแต่ไม่เปื้อนน้ำ แยกกันไปด้วยมรรคที่ห่อหุ้มจิต รักษาจิตป้องกันจิตนี้เอาไว้ ให้ไม่ไปยึดถือในผัสสะที่มากระทบ

เมื่อมีสติรักษาอยู่ มันจะเหมือนมีอะไรมาหุ้มห่อไว้ รักษาจิตของเราเอาไว้ ไม่ให้สิ่งที่อยู่ภายนอก รับรู้อยู่ก็จริง รับรู้แล้วสะดุ้งมั้ย สะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ทั้งห้านั้นหรือเปล่า สติที่รักษาจิต จะทำให้จิตนั้นมีความพ้น มีความแยกกันออกมาได้


ความลึกล้ำของสติ

สตินี้เริ่มตั้งแต่หยาบๆ ไปจนถึงอย่างละเอียดๆ จากหยาบๆ ก็เช่นเรื่องของศีล กาย วาจา อย่างละเอียดลงมาอีก ก็ความนึกคิดต่างๆ ของเราที่บางทีก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็พยายามนึกคิดในเรื่องดีๆ อันนี้ก็ละเอียดลงมาในทางใจ ที่ละเอียดลงไปกว่านั้นก็ยังมีอีก สติที่ละเอียดลึกลงไปถึงวิญญาณ ความลึกซึ้งตรงนี้เปรียบเหมือนความลึกของเสา คุณตอกลงไปลึกเท่าไหร่ ความลึกซึ้งมันอยู่ในใจตรงนี้ มันละเอียดลงไป แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรลืมเรื่องพื้นฐาน เช่น ศีล เพราะเวลาตอกเสาเขาก็ตอกที่พื้นดิน ไม่ได้ลงมาตอกที่ความลึกต่ำลงมา

“ให้สตินั้นเป็นอธิบดี ในการที่จะทำจิตของเราให้มีความลึกล้ำลงไป ลึกล้ำลงไปเพื่ออะไร สุดยอดของมัน มันอยู่ที่ว่า พอสติมีความลึกล้ำลงไป ไปถึงในระดับของวิญญาณ คือการรับรู้ เราจะมีความเข้าใจว่า ไอ้วิญญาณที่เรามีการเข้าไปรับรู้เนี่ย จิตมันมายึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตน แม้วิญญาณนี้ก็ไม่เที่ยง

การรับรู้ แน่นอนล่ะ เรารับรู้ลมหายใจ เรารู้อยู่แล้วว่าลมหายใจอันหนึ่ง ผู้ที่เข้าไปรู้ลมหายใจก็อีกอันหนึ่ง คุณนึกถึงพุทโธ พุทโธนี่ก็ก้อนหนึ่ง ผู้ที่เข้าไปรู้พุทโธนี่ก็ก้อนหนึ่ง ใช่มั้ย ผู้ที่เข้าไปรู้พุทโธนี้คืออะไร ผู้ที่เข้าไปรู้ลมหายใจนี้คืออะไร คือ วิญญาณ

วิญญาณที่แม้แต่เข้าไปรับรู้สิ่งต่างๆ มันแยกจากสิ่งต่างๆ เหล่านั้นแล้วนะ แม้แต่ไอ้เจ้าตัววิญญาณที่ไปรับรู้สิ่งต่างๆ เองนี้ ก็ตามเถอะ ถ้าเราพิจารณาเห็น ตั้งสติเอาไว้ได้ว่า แม้วิญญาณนี้ก็ตาม ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา ผู้ที่เข้าไปรู้ ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ผู้ที่เข้าไปรู้เนี่ยไม่ใช่อัตตาตัวตนของมันเป็นอย่างงี้ แต่ผู้ที่เข้าไปรู้คือวิญญาณเนี่ย ก็เป็น อนัตตา

เมื่อมีความเข้าใจโดยการตั้งสติขึ้น เห็นปัญญาเกิดขึ้นอย่างแจ่มแจ้งว่า แม้แต่วิญญาณผู้ที่เข้าไปรู้ ก็เป็นอนัตตา จิตที่จะมายึดถือวิญญาณนี้ ก็จะยึดถือไม่ได้ เมื่อจิตที่จะมายึดถือวิญญาณนี้โดยความเป็นตัวตน ยึดถือไม่ได้แล้ว แม้ตัวจิตที่จะมาทำหน้าที่ในการสั่งสม ยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนนั้น จิตนั้นก็จะดับไป

เพราะอะไร เพราะมันอาศัยกันและกันเกิดขึ้นอยู่ วิญญาณก็มีการทับถมสั่งสมมาจากอุปาทานความยึดถือ ที่มันไปยึดถือก็ทับทมสั่งสมเกิดขึ้นเป็นจิต

วิญญาณที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดจิต จิตที่มีเหตุปัจจัยเกิดจากวิญญาณที่มีการทับทมเป็นอาสวะให้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเราเห็นวิญญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยง มันอยู่ไม่ได้ ความยึดถือมันก้าวลงไม่ได้ อยู่ไม่ได้เลย เมื่อความยึดถือมันก้าวลงไปในวิญญาณ ที่มันมีความไม่เที่ยง มันไม่ได้แล้วเนี่ย อาสวะการสั่งสมก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ จิตที่ไปทำหน้าที่ในการสั่งสมนั้นก็จะดับไป ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น มีด้วยอาการอย่างนี้ พิจารณาทำความเข้าใจตรงจุดนี้ให้ดี ตั้งสติเอาไว้ให้รอบคอบ”

พระสูตร / ถอดเทป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน………

======หัวข้อ Bullet =============

    หัวข้อก่อน bullet

  • HL1….
  • HL2…..
  • HL3….

======หัวข้อ Bullet แบบตัวเลข=============

    หัวข้อก่อน bullet

  1. HL1….
  2. HL2…..
  3. HL3….

========================================
======Scrollbar=============

    หัวข้อก่อน bullet

  1. HL1….
  2. HL2…..
  3. HL3….

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน…………………………

ความลึกล้ำของสติ
Tagged on: