Share Button
download9
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 13/02/2560

 

HIGHLIGHTS:

  • จุดที่ทำความเข้าใจ จำเป็นที่จะต้องใช้ ความเพียร ในที่นี้คือ ความพยายามที่จะทำสิ่งที่เป็นกุศลธรรม ในที่นี้คือความเข้าใจ คือปัญญา ให้เกิดขึ้นได้
  • “กรรมฐานที่พอใจเท่านั้นจึงจะเป็นกรรมฐานที่สบายแก่เธอ” ในที่นี้หมายถึง เป็นกรรมฐานที่จะทำให้จิตสงบ ต้องเลือกปฎิปทา (สุขาปฏิปทา/ทุกขาปฏิปทา) ให้เหมาะสม
  • “จงตัดเยื่อใยในจิตใจตน” จะทำให้เกิดความหน่ายได้ ต้องทำบ่อย ๆ จะทำให้อินทรีย์ของเราแก่กล้าขึ้นมาได้ อินทรีย์คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งเมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นได้แล้ว อินทรีย์แก่กล้าแล้ว ก็สามารถที่จะหน่าย คลายกำหนัด และปล่อยวางได้
  • เวลาที่กิเลสมันละเอียดลงไปเราไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทันมัน ก็เลยเลิกทำเลิกปฏิบัติ อย่าตกเป็นเครื่องมือของกิเลส ให้เราทำให้จริงทำให้จัง เมื่ออินทรีย์เราแก่กล้าขึ้นมาแล้วก็จะบรรลุธรรมได้แน่นอน

บทคัดย่อ

จากคำถามที่มีผู้ถามมาในรายการเกี่ยวกับเรื่องราวของบุตรของนายช่างทองไม่สามารถบรรลุธรรมด้วยการพิจารณาอสุภะ เห็นความเป็นของไม่สวยงาม แต่กลับบรรลุธรรมด้วยการพิจารณาเห็นความสวยงามแทน เป็นอย่างไร

อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน         กุมุทํ สารทิกํว ปาณินา
สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย         นิพฺพานํ สุคเตน เทสิตํ.

เธอจงตัดความรักของตนเสีย เหมือนบุคคลถอนดอกบัวที่เกิดในฤดูสารทด้วยมือ, จงเพิ่มพูนทางแห่งสันติทีเดียว เพราะพระนิพพาน พระสุคตแสดงแล้ว.

เรื่องสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ [๒๑๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อุจฺฉินฺท” เป็นต้น

มาณพบวชแล้วได้กัมมัฏฐานไม่ถูกอัธยาศัย

ได้ยินว่า บุตรของนายช่างทองคนหนึ่งมีรูปสวย บวชในสำนักของพระเถระแล้ว. พระเถระดำริว่า “พวกคนหนุ่ม มีราคะหนา” แล้วได้ให้อสุภกัมมัฏฐานแก่ท่าน เพื่อกำจัดราคะ. แต่กัมมัฏฐานนั้นไม่เป็นที่สบายสำหรับท่าน เพราะเหตุนั้น ท่านเข้าไปสู่ป่าแล้ว พยายามอยู่สิ้น ๓ เดือน ไม่ได้แม้ซึ่งคุณมาตรว่าความเป็นผู้มีจิตแน่แน่วแล้ว จึงมาสู่สำนักของพระเถระอีก

เมื่อพระเถระกล่าวว่า “ท่าน กัมมัฏฐานมาปรากฏแก่ท่านแล้วหรือ?” จึงบอกความเป็นไปนั้น. ครั้งนั้น พระเถระกล่าว (กะท่าน) ว่า “การถึงการปลงใจว่า ‘กัมมัฏฐานไม่สำเร็จ’ ดังนี้ ย่อมไม่สมควร” แล้วบอกกัมมัฏฐานนั้นแหละให้ดีขึ้นอีก แล้วได้ให้แก่ท่าน.

แม้ในวาระที่ ๒ ท่านก็ไม่อาจยังคุณวิเศษอะไรๆ ให้เกิดขึ้นได้ จึง (กลับ) มาบอกแก่พระเถระ. แม้พระเถระบอกกัมมัฏฐานนั้นเอง ทำให้มีเหตุมีอุปมา. ท่านก็มาบอกความที่กัมมัฏฐานไม่สำเร็จแม้อีก.

พระเถระคิดว่า “ภิกษุผู้ทำ (ความเพียร) ย่อมทราบนิวรณธรรม มีความพอใจในกามเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในตนว่า ‘มีอยู่’ และที่ไม่มีว่า ‘ไม่มี’ ก็ภิกษุแม้นี้ เป็นผู้ทำ(ความเพียร) มิใช่เป็นผู้ไม่ทำ เป็นผู้ปฏิบัติ มิใช่เป็นผู้ไม่ปฏิบัติ แต่เราไม่รู้อัธยาศัยของภิกษุนั่น, ภิกษุนั่นจักเป็นผู้อันพระพุทธเจ้าพึงแนะนำ”

จึงพาท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาเย็น แล้วกราบทูลความเป็นไปนั้นทั้งหมดว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้เป็นสัทธิวิหาริกของข้าพระองค์, ข้าพระองค์ให้กัมมัฏฐานชื่อนี้แก่ภิกษุนี้ ด้วยเหตุนี้.”

พระศาสดาประทานกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่ภิกษุนั้น

ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า “ชื่อว่าอาสยานุสยญาณนั่น ย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้บำเพ็ญบารมีแล้ว ยังหมื่นโลกธาตุให้บันลือแล้ว ถึงความเป็นพระสัพพัญญูนั่นแล” แล้วทรงรำพึงอยู่ว่า “ภิกษุนี้บวชจากสกุลไหนหนอแล?” ทรงทราบว่า “จากสกุลช่างทอง” ทรงพิจารณาอัตภาพที่ล่วงมาแล้ว ทรงเห็นอัตภาพ ๕๐๐ ของภิกษุนั้นอันเกิดโดยลำดับเฉพาะในสกุลช่างทอง แล้วทรงดำริว่า “ภิกษุหนุ่มนี้ ทำหน้าที่ช่างทองอยู่ตลอดกาลนาน หลอมแต่ทองมีสีสุกอย่างเดียว ด้วยคิดว่า “เราจักทำให้เป็นดอกกรรณิการ์และดอกปทุมเป็นต้น. อสุภปฏิกูลกัมมัฏฐานไม่เหมาะแก่ภิกษุหนุ่มนี้, กัมมัฏฐานที่พอใจเท่านั้น จึงจะเป็นกัมมัฏฐานที่สบายแก่เธอ”

จึงตรัสว่า “สารีบุตร เธอจักเห็นภิกษุที่เธอให้กัมมัฏฐาน ลำบากแล้วตลอด ๔ เดือน บรรลุพระอรหัตในภายหลังภัต ในวันนี้นั่นแหละ เธอไปเถิด” ดังนี้แล้ว ทรงส่งพระเถระไป ทรงนิรมิตดอกปทุมทอง ประมาณเท่าจักรด้วยพระฤทธิ์ แล้วทรงทำให้เป็นเหมือนหลั่งหยาดน้ำจากใบและก้าน แล้วได้ประทานให้ด้วยพระดำรัสว่า “เอาเถิด ภิกษุ เธอจงถือเอาดอกปทุมนี้ไปวางไว้ที่กองทรายที่ท้ายวิหาร นั่งขัดสมาธิในที่ตรงหน้า แล้วทำบริกรรมว่า ‘โลหิตกํ โลหิตกํ’ (สีแดง สีแดง)”

เมื่อภิกษุนั้นรับดอกปทุมจากพระหัตถ์ของพระศาสดาเท่านั้น จิตก็เลื่อมใสแล้ว, ท่านไปยังท้ายวิหารพูนทรายขึ้นแล้ว เสียบก้านดอกปทุมที่กองทรายนั่นแล้ว นั่งขัดสมาธิในที่ตรงหน้า เริ่มบริกรรมว่า “โลหิตกํ โลหิตกํ.”

ภิกษุนั้นสำเร็จคุณวิเศษ

ครั้งนั้น นิวรณ์ทั้งหลายของท่านระงับแล้วในขณะนั้นนั่นเอง อุปจารฌานเกิดแล้ว. ท่านยังปฐมฌานให้เกิดขึ้น ในลำดับแห่งอุปจารฌานนั้น ให้ถึงความเป็นผู้ชำนาญโดยอาการ#- นั่งอยู่ตามเดิมเทียว บรรลุฌานทั้งหลายมีทุติยฌานเป็นต้นแล้ว นั่งเล่นฌานในจตุตถฌานที่ชำนาญอยู่.
____________________________
#- อาการ ๕ คือ
อาวัชชนะ การนึก, สมาปัชชนะ การเข้า, วุฏฐานะ การออก, อธิฏฐานะ การตั้งใจปรารถนา, ปัจจเวกขณะ การพิจารณา.

พระศาสดาทรงทราบว่าฌานทั้งหลายเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นแล้ว ทรงพิจารณาดูว่า “ภิกษุนี่จักอาจเพื่อยังคุณวิเศษอันยิ่งให้เกิดขึ้นตามธรรมดาของตนหรือหนอ?” ทรงทราบว่า “จักไม่อาจ” แล้วทรงอธิษฐานว่า “ขอดอกปทุมนั้นจงเหี่ยวแห้งไป” ดอกปทุมนั้นได้เหี่ยวแห้งมีสีดำ เหมือนดอกปทุมที่ถูกขยี้ด้วยมือฉะนั้น.

ภิกษุนั้นออกจากฌานแล้ว แลดูดอกปทุมนั้น เห็นอนิจจลักษณะว่า “ทำไมหนอแล ดอกปทุมนี้ถูกชรากระทบแล้วจึงปรากฏได้, แม้เมื่ออนุปาทินนกสังขารอันชรายังครอบงำได้อย่างนี้, ในอุปาทินนกสังขารก็ไม่จำต้องพูดถึง, อันชราคงจักครอบงำอุปาทินนกสังขารแม้นี้.”

ก็ครั้นอนิจจลักษณะนั้น อันท่านเห็นแล้ว, ทุกขลักษณะและอนัตตลักษณะ ก็ย่อมเป็นอันเห็นแล้วเหมือนกัน. ภพ ๓ ปรากฏแล้วแก่ท่านดุจไฟติดทั่วแล้ว และดุจซากศพอันบุคคลผูกไว้ที่คอ.

ในขณะนั้น พวกเด็กลงสู่สระแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลภิกษุนั้น เด็ดดอกโกมุททั้งหลายแล้ว ทำให้เป็นกองไว้บนบก. ภิกษุนั้นแลดูดอกโกมุททั้งหลายบนบกและในน้ำ. ลำดับนั้น ดอกโกมุทในน้ำงดงาม ปรากฏแก่เธอประดุจหลั่งน้ำออกอยู่ ดอกโกมุทนอกนี้เหี่ยวแห้งแล้วที่ปลายๆ. ภิกษุนั้นเห็นอนิจจลักษณะเป็นต้นดีขึ้นว่า “ชราย่อมกระทบอนุปาทินนกสังขารอย่างนี้ ทำไมจึงจักไม่กระทบอุปาทินนกสังขารเล่า?”

จงตัดความเยื่อใย เจริญทางสงบ

พระศาสดาทรงทราบว่า “บัดนี้ กัมมัฏฐานปรากฏแก่ภิกษุนี้แล้ว ประทับนั่งในพระคันธกุฎีเทียว ทรงเปล่งพระรัศมีไป. พระรัศมีนั้นกระทบหน้าภิกษุนั้น. ครั้นเมื่อท่านพิจารณาอยู่ว่า “นั่นอะไรหนอ?” พระศาสดาได้เป็นประหนึ่งว่าเสด็จมาประทับยืนอยู่ที่ตรงหน้า.

ท่านลุกขึ้นแล้วประคองอัญชลี.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงกำหนดธรรมเป็นที่สบายของเธอแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน         กุมุทํ สารทิกํว ปาณินา
สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย         นิพฺพานํ สุคเตน เทสิตํ.

เธอจงตัดความเยื่อใยของตนเสีย เหมือนบุคคลถอนดอกโกมุทที่เกิดในสรทกาลด้วยมือ, จงเจริญทางแห่งสันติทีเดียว (เพราะ) พระนิพพาน อันพระสุคตแสดงแล้ว.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺฉินฺท คือ จงตัดด้วยอรหัตมรรค.

บทว่า สารทิกํ ได้แก่ ที่เกิดแล้วในสรทกาล.

บทว่า สนฺติมคฺคํ คือ ซึ่งทางอันมีองค์ ๘ ที่ยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน.

บทว่า พฺรูหย คือ จงเจริญ.

บทว่า นิพฺพานํ ความว่า เพราะพระนิพพานอันพระสุคตทรงแสดงแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจงเจริญทางแห่งพระนิพพานนั้น.

ในเวลาจบเทศนา ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล.

เรื่องสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ จบ.

จากเรื่องราวข้างต้นนี้ แบ่งออกได้เป็น ๔ ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ ๑ พระภิกษุผู้เป็นลูกชายของนายช่างทอง มีความท้อใจ พระสารีบุตรผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นครูบาอาจารย์ของพระภิกษุรูปนี้เห็นว่าความท้อใจ เป็นสิ่งไม่ดี จึงบอกสั่งสอนไปถึง ๓ รอบตลอดระยะเวลา ๓ เดือน โดยรอบแรกได้บอกไปโดยย่อๆ กรรมฐาน ๕ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็นกระดูก ว่าต้องพิจารณาอย่างไร รอบที่สอง บอกโดยละเอียดยิ่งขึ้นไปอีกในเรื่องของธาตุ เรื่องของกระดูกที่แยกออกเป็นชิ้น ๆ มีรายละเอียดของเรื่องกายคตาสติให้ละเอียดมากขึ้น และรอบที่สาม ได้ยกอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบด้วยว่ามันเน่าอย่างไร มันเหม็นอย่างไร จนกระทั่งเข้าเดือนที่ ๔ พระภิกษุรูปนี้ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ไม่ใช่ว่าท่านไม่ทำความเพียร ทำอยู่แต่ก็ยังไม่สามารถทำสมาธิได้ ทำความเพียรตรงนี้ทำอะไร ท่านเจริญความเพียรด้วยการเจริญอสุภะกรรมฐาน

การอสุภะกรรมฐาน คือ วิธีการที่เห็นความไม่สวยงาม เห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งหลาย เห็นความปฏิกูลในอาหาร เป็นต้น ซึ่งอันนี้เรียกว่า “ทุกขาปฏิปทา”

ปฏิปทามีด้วยกันอยู่ ๒ แบบ คือ “สุขาปฏิปทา” และ “ทุกขาปฏิปทา” ปฏิปทาทั้งสองอย่างนี้มีวิธีการต่างกัน เหมาะใช้สำหรับคนแต่ละประเภทกัน ซึ่งพระภิกษุรูปนี้เจริญสิ่งที่เป็นทุกขาปฏิปทา พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในอังคุตตรนิกายเกี่ยวกับเรื่องปฏิปทา ๒ แบบว่า

  • คนประเภทแรก เป็นคนที่มีราคะ โทสะ โมหะกล้า ถ้ามีผัสสะอะไรเกิดขึ้นก็จะจี๊ดจ๊าด วี๊ดว๊าดไปเรื่อย คนประเภทนี้ควรใช้วิธี “ทุกขาปฏิปทา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นของไม่สวยงาม สิ่งสวยงามมากระทบก็ชอบ ๆ ๆ  สิ่งไม่ดีไม่พอใจมากระทบก็เกลียด ๆ ๆ เป็นแบบนี้ราคะ โทสะ โมหะกล้า ขึ้นลงเร็วไวง่าย ก็ต้องเห็นความเป็นของไม่สวยงาม หนามยอกต้องเอาหนามบ่งเข้าไป พระสารีบุตรคิดว่า คนหนุ่มมีราคะกล้า ก็เลยบอกสอนในเรื่องนี้ไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
  • คนประเภทที่ ๒ เป็นคนที่มีราคะ โทสะ โมหะเบาบาง เวลามีอะไรมากระทบก็จะไม่ได้จี๊ดจ๊าดอะไรง่าย ๆ จะค่อย ๆ เรียบ ๆ เสมอ ๆ ไป คนแบบนี้จะสามารถทำสมาธิได้ง่ายกว่า จะทำจิตให้สงบได้ดีกว่า คนประเภทนี้ควรใช้วิธี “สุขาปฏิปทา” ทำจิตให้สงบลงไป

ประเด็นที่ ๒ พระพุทธเจ้าพอทราบเรื่องที่พระสารีบุตรพาภิกษุนี้มา ก็เห็นว่า ภิกษุรูปนี้เคยเป็นช่างทองมาตั้ง ๕๐๐ ชาติ เป็นช่างทองที่ทำทองคำให้เป็นดอกไม้ เป็นงานที่ละเอียดประณีตมาก จิตใจจะต้องเย็น ๆ นิ่ง ๆ จะต้องใช้ความเพียรในลักษณะที่ว่า นิ่งจดจ่ออยู่กลับงานที่ทำอยู่ตลอดเวลา อันนี้เป็นลักษณะให้เห็นแล้วว่า พื้นฐานของภิกษุรูปนี้ ไม่ใช่ว่าเห็นเป็นคนหนุ่มแล้วจะจี๊ดจ๊าดขึ้นลงง่าย แต่ว่าจิตใจของเขานั้นนิ่ง ๆ เย็น ๆ เรียบ ๆ มาอยู่แล้วด้วยกิจการงานที่เขาทำ ไม่ใช่ว่าเป็นลูกคนร่ำรวยแล้วจะชอบสรวลเสเฮฮา ชอบบันเทิงปาร์ตี้ แต่ว่าเป็นคนเรียบ ๆ  เย็น ๆ ซึ่งดูได้จากการงานที่เขาทำ พระพุทธเจ้าพิจารณาตรงนี้

ความสามารถตรงนี้ของพระพุทธเจ้า เรียกว่า อาสยานุสยญาณ เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าแยกออกไว้เป็น ๑๐ อย่าง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตถาคตพละ ในพละกำลังของพระพุทธเจ้ารวมหมดตรงนี้ ทำให้มีความกล้าหาญ มีความแกล้วกล้าในการที่จะประกาศธรรมะได้ การที่จะประกาศว่าตนเองเป็นสัมมาสัมพุทธะ มันไม่ใช่เรื่องง่าย เอาแค่ว่าพระภิกษุบางรูปบางท่านบรรลุธรรมจะประกาศออกมาก็ต้องคิดกันให้รอบคอบ เพราะว่าคนสมัยนี้บางทีเขาก็ไม่เชื่อ ทำไม่ดี เอาคดีความเรื่องเราต่าง ๆ มาใส่ ก็จะเป็นเรื่องที่เสียหายกันไป แต่นี้คือความสามารถระดับพระพุทธเจ้าที่จะสามารถแก้ไขตรวจสอบ มีญาณทัศนะรู้ได้

กลับมาที่ภิกษุผู้เป็นบุตรชายของนายช่างทอง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ก็จึงให้เอาสมถะนำ ด้วยภิกษุนี้เป็นคนที่จิตใจนิ่ง ๆ เรียบ ๆ เป็นคนที่มีราคะ โทสะ โมหะอ่อน ไม่มีราคะ โทสะ โมหะกล้า สิ่งที่ควรจะนำมาใช้ในที่นี้คือ “สุขาปฏิปทา”

พระพุทธเจ้าจึงได้ให้เครื่องมื่อในการที่จะให้เกิดจิตที่เป็นสมาธิได้ ไม่ใช่เห็นของสวยงาม ที่เขาพูดอยู่ในเรื่องนี้ว่า “กรรมฐานที่พอใจเท่านั้นจึงจะเป็นกรรมฐานที่สบายแก่เธอ” ในที่นี้หมายถึง เป็นกรรมฐานที่จะทำให้จิตสงบ

กรรมฐาน คือ ฐานของการกระทำที่จะให้จิตตั้งอยู่ได้ ภิกษุรูปนี้เอาเรื่องอสุภะไปพิจารณาแล้วจิตตั้งขึ้นไม่ได้ ใช้เป็นกรรมฐานไม่ได้ สมาธิก็เลยไม่ได้ แล้วทำอย่างไรจึงจะเป็นจิตที่ตั้งขึ้นได้ ซึ่งคำว่า พอใจ ในที่นี้ก็คือ สุขาปฏิปทา นั่นเอง ทำจิตใจให้มันเย็น ๆ นิ่ง ๆ ไป เครื่องมือที่พระพุทธเจ้าให้ตามเนื้อเรื่องก็คือ ดอกบัวทอง ให้ไปพิจารณา ซึ่งคำว่า พิจารณา ในที่นี้ ก็คือว่า ให้จดจอเอาไว้กับสิ่งที่เย็น ๆ นิ่ง ๆ เรียบๆ ตรงนี้จิตก็เป็นสมาธิขึ้นได้

ประเด็นที่ ๓ พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นว่า จิตเย็นนิ่งลงไปเป็นสมาธิแล้วก็ยังบรรลุไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงได้เพิ่มเติมในเรื่องความหน่าย ให้เห็นให้ได้ว่า จิตที่เป็นสมาธิอยู่นี้ ดอกบัวทองที่เห็นจนกระทั่งจิตเย็นนิ่งเป็นอารมณ์อันเดียวไปแล้ว ให้เห็นความหน่าย ความคลายกำหนัดในนี้ ซึ่งในตอนท้ายเรื่องที่ภิกษุรูปนี้เห็นเขาถอนสายบัว เกิดเป็นนิมิตเป็นเครื่องหมายแล้ว เมื่อเห็นเขาถอดสาบบัวขึ้นมาวางบนพื้นแล้วมันเหี่ยว อ้าว!แล้วที่อยู่ในสระมันยังสวยสดอยู่ อ๋อ!มันไม่เที่ยงอย่างนี้เอง

พระพุทธเจ้าแนะนำเพิ่มเติมเข้าไปอีกว่า ตัดเยื่อใยในจิตใจตน เหมือนกับคนที่ถอนดอกบัวในฤดูสารทด้วยมือ มันผางขึ้นมาเลยว่า อ๋อ!มันไม่เที่ยง จึงบรรลุธรรมตรงนี้ได้ ซึ่งขอให้พิจารณาดูดี ๆ ตรงนี้ว่า เมื่อมีสมถะและวิปัสสนาแล้ว ต้องมีนิมิตพิจารณาให้เห็นลงไป ซึ่งลักษณะตรงนี้ก็คือ อาสวักขยญาณ พิจารณาให้เห็นว่า นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุเกิดทุกข์ นี้คือความดับไม่เหลือของทุกข์ มันจะวางมันจะดับไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็จะคล้าย ๆ ในสมัยปัจจุบัน บางคนบางท่านจะไปหาที่ปฏิบัติธรรมก็ต้องไปหาที่แบบสวย ๆ ดี ๆ เหมือนรีสอร์ท ไปตามวัดหรือสถานที่ใด ๆ ที่เป็นแบบนี้ ถ้าวัดที่วุ่นวายก็ไม่อยากไป จะไปหาที่สงบ จะทำอย่างนี้ก็ได้ พอไปหาที่สงบแล้ว แต่ก็ยังไม่บรรลุธรรมอยู่ดี เพราะว่าก็ต้องพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นของไม่เที่ยงไม่สวยงาม

สรุปประเด็นที่ได้ในเรื่องนี้ ๓ อย่างแน่นอนก็คือ อย่างแรกต้องทำความเพียร อย่างที่สองคือ คนที่มีจิตใจเย็น ๆ  นิ่ง ๆ อยู่แล้วก็ควรใช้ “สุขาปฏิปทา” แต่ถ้าคนที่มีจิตใจวุ่นวายฟุ้งซ่าน มีราคะ โทสะ โมหะกล้า ก็ควรใช้ “ทุกขาปฏิปทา” ต้องเลือกวิธีให้เหมาะ และประเด็นอย่างที่สาม ต่อให้เลือกทั้งสองวิธีแล้ว ทำไมยังไม่บรรลุ ซึ่ง ถ้าจะบรรลุได้ อินทรีย์จะต้องแก่กล้า มีความหน่าย มีความคลายกำหนัด ถึงจะบรรลุธรรมได้ จะให้เกิดความหน่ายได้คุณต้องทำบ่อย ๆ จะทำให้อินทรีย์ของเราแก่กล้าขึ้นมาได้ อินทรีย์คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งสำหรับภิกษุรูปนี้ เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นได้แล้ว อินทรีย์แก่กล้าแล้ว พระพุทธเจ้าแนะนำเพิ่มเติมก็สามารถที่จะหน่าย คลายกำหนัด และปล่อยวางได้

ประเด็นที่ ๔ ถ้าเราดูจิตใจตัวเองแล้วว่าเป็นคนฟุ้งซ่านง่าย มีราคะ โทสะ โมหะกล้า ก็ควรที่จะใช้วิธี “ทุกขาปฏิปทา” อยู่แล้ว แต่ว่าความฟุ้งซ่านตรงนี้แหละที่มันจะทำให้ ถ้างั้นฉันไปดูความสวยงามดีกว่า เอาตรงนี้เป็นข้ออ้าง ซึ่งสิ่งนี้แหละ มันเป็นเสียงของกิเลส เวลาที่กิเลสมันละเอียดลงไปเราไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทันมัน ก็เลยเลิกทำเลิกปฏิบัติ มันจึงแพ้กิเลสตรงนี้

“เพราะฉะนั้นเราก็อย่าตามเสียงของกิเลสไปให้เราเลิกทำ…แต่ให้ทำไป ทำไมยังไม่บรรลุ…เราก็ทำไป ทำสี่เดือนไม่บรรลุ ก็ทำสี่ปี ทำสี่ปีไม่บรรลุ ทำสี่สิบปีถ้ามันบรรลุมันยังคุ้มค่ากัน ขอให้ทำขอให้ปฏิบัติ ทราบข้อมูลตรงนี้แล้ว อย่าตกเป็นเครื่องมือของกิเลส ให้เราเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ทำจริงจังมันก็จะไม่ได้เรื่อง แต่พอรู้เทคนิคตรงนี้แล้ว…ให้ทำจริงให้ทำจัง ทำไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง อินทรีย์เราแก่กล้าขึ้นมาแล้วก็จะบรรลุธรรมได้แน่นอน

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สัทธิวิหาริกของพระสารีบุตร (การบรรลุธรรมของบุตรนายช่างทอง)
Tagged on: