download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 31/8/2559

…หมวดธรรมอันหนึ่งที่จะเป็นหลักการในการที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ มีความสามัคคีสมานฉันท์ ปรองดองกันได้ อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข มีการระลึกถึงซึ่งกันและกันด้วยความดีงามนี้ เป็นผลของการที่คุณจะต้องมีธรรมะ….หมวดธรรมะตรงนี้พระพุทธเจ้าให้ชื่อว่า สาราณียธรรม ก็คือธรรมอันเป็นเหตุทำให้อยู่ร่วมกันได้ …จิตใจเรามีสติ ทรงธรรมะทั้ง 6 อย่างเหล่านี้ไว้ มันก็จะออกมาเป็นรูปแบบของการที่จะทำให้สังคมหรือหมู่คณะที่เราอยู่ร่วมกันเนี่ย พระสงฆ์อยู่ในวัดเดียวกันก็สามัคคีกันได้ คนทำงานอยู่ในบริษัทเดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ทีมงานเดียวกัน ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สมานฉันท์ ระลึกถึงกัน มีความพอใจซึ่งกันและกันได้ มองกันและกันด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กันเป็นอยู่ …สาราณียธรรมมีอะไรบ้าง 6 อย่าง

อันดับแรกก็คือเรื่องของเมตตา ข้อที่ 1 คือ เมตตาทางกาย ข้อที่ 2 คือเมตตาทางวาจา ข้อที่ 3 คือเมตตาทางใจ ..เมตตาแปลว่า ความที่ปรารถนาดี ปรารถนาให้บุคคลนี้มีความสุข เพราะงั้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งทางกาย ที่จะเป็นไปเพื่อที่จะแสดงถึงความปรารถนาดีในทางกาย ทางวาจาด้วย ทางใจก็ด้วย…

…ซึ่งความเมตตาทางกาย ทางวาจา ทางใจ บางทีมันก็ฝืนทำ ฝืนทำ ก็ทำ เช่นบางทีบางคนทำเมตตาทางใจให้เกิดขึ้นไม่ได้ ฉันไม่ชอบ แต่ก็ฝืนทำ ฝืนทำอะไร ฝืนทำเมตตาวจีกรรม ฝืนทำเมตตากายกรรม แล้วอาจจัะรู้สึกเคืองๆ กับคนนี้ แหม! ทำงานร่วมกันมันทำไมทำอย่างงี้ ทำไมพูดจาอย่างนี้ แต่ถ้าเรามีเมตตาวจีกรรม ถ้าเรามีเมตตากายกรรม เราฝึกไป ทำไป ช่วยเหลือเขาบ้าง ไม่หวังสิ่งตอบแทน หรือว่าพูดจากันให้ดีงาม ไม่พูดจาให้แตกกัน พูดจาในการที่จะส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีกัน ก็จะอยู่ได้นะ เราก็จะระลึกถึงเขา…

…โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาวัด..อาจจจะไม่ชอบคนนี้ ทำไมคนนั้นมาถามคำถามแบบนี้ เดี๋ยวๆ คิดให้มันดีๆ การคิดดี ก็คือการคิดอย่างจิตที่มีเมตตานี่แหละ มองเนี่ย มองตากันเนี่ย มองแลดูกันด้วยสายตาที่ยังรักใคร่กันเป็นอยู่ จะพูดอะไร ก็พูดที่จะให้ถนอมน้ำใจกัน พูดอะไรที่มันจะทำให้เคืองกัน หรือทำอะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจ เราก็หยุดซะ ไม่ทำ จะทำอะไร ที่ทำให้เกิดความสมัครสมานสามมัคคี ทำอะไรในการที่จะแสดงถึงความเป็นผู้ที่ปรารถนาดีต่อกันและกัน

…ข้อที่ 4 ในการที่จะแบ่งปันกัน พระพุทธเจ้าใช้คำว่าสาธารณโภคี โภคีก็หมายถึงทรัพย์ สิ่งของ อย่างใดอย่างหนึ่ง นี่เป็นทรัพย์ หรือถ้าเป็นภิกษุ ก็ปัจจัยสี่แบ่งกัน สาธารณะก็คือเปิดให้เป็นสาธารณะกับคนในหมู่นั้น แบ่งกันโดยความเสมอภาคบ้าง แบ่งกันตามเหตุผลบ้าง แบ่งปันลาภที่ตัวเองได้ไว้ ไม่เก็บไว้เฉพาะคนเดียว มีอะไรก็ให้กัน แบ่งปันกัน..แม้แต่อาหารในบาตร พระพุทธเจ้าก็ว่าว่างั้นก็ยิ่งแบ่งกัน เพราะงั้นก็จะเป็นธรรมะที่ทำให้เกิดความรักกัน ระลึกถึงกัน เคารพกัน สงเคราะห์กัน ทำให้เกิดการไม่วิวาทกัน มีความพร้อมเพรียงกัน มีความอยู่เป็นสุขกันได้…

..เมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจ>>>ก็คือทำเนี่ย ทำทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ…..

…ข้อที่ 5 คือเรื่องของศีล เป็นศีลชนิดที่ดี คำว่าดีใครเป็นคนวัด ก็พระอริยเจ้านั่นเอง พระพุทธเจ้ากำหนดเอาไว้ ศีลดีๆ อย่างต่ำๆ ขั้นต่ำที่สุดคือศีลห้า ศีลที่ดีขึ้นมาอีกก็ศีลแปด สำหรับการประพฤติพรหมจรรย์ ศีลก็ต้องเสมอกัน ศีลดีไม่เป็นไปเพื่อตัณหาและทิฏฐิ ไม่ถูกตัณหาและทิฎฐิลูบคลำ ก็หมายความว่าไม่ใช่สีลัพพตปรามาส…ศีลแปลว่าความเป็นปรกติ ในการที่จะทำแล้วก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปด เป็นศีลที่เรียกว่าเสมอกัน ศีลไม่เสมอกันเป็นอย่างไร อย่างเช่น สามีรักษาศีลแปด ภรรยารักษาศีลห้า อย่างเงี๊ยะ มันก็อยู่กันไม่ได้ เพราะคนหนึ่งก็ประพฤติพรหมจรรย์ อีกคนหนึ่งก็ปฏิบัติแค่ศีลห้า มันก็จะมีความคิดคนละแบบแล้ว…

หรือว่าแม้แต่พระภิกษุที่อยู่ในอาวาสเดียวกัน เรื่องของธุดงควัตรนี่ก็ใช่เหมือนกัน องค์หนึ่งรักษาธุดงควัตรข้อนี้เป็นประจำ อีกองค์หนึ่งอาจจะไม่ได้รักษา อันนี้อาจจะเยื้องๆ เบี่ยงๆ ไม่ตรงกันบ้าง แต่ที่นี้ หลักๆ อย่างไงก็ต้องมีให้ตรงกันนะ…ศีลหลักๆ ต้องมีให้ตรงกัน ให้เสมอกัน…

…ข้อที่ 6 คือเรื่องของทิฏฐิ ในที่นี้ก็คือลักษณะของสัมมาทิฏฐิ คือถ้าคนที่มีมิจฉาทิฏฐิ ก็จะเข้ากันได้กับคนที่มีมิจฉาทิฏฐิล่ะ ก็เป็นไปตามนั้น คนที่มีสัมมาทิฏฐิ ก็จะเข้ากันได้ อยู่ร่วมกันได้ สามัคคีกันได้ ก็ด้วยกันกับคนที่มีสัมมาทิฏฐิในระดับเดียวกัน ใกล้เคียงกัน ซึ่งมาตรฐานของทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าตั้งเอาไว้ที่นี้ ก็คือสัมมาทิฏฐิชนิดที่ว่าในอริยสัจสี่ เพื่อให้เกิดความสิ้นทุกข์โดยชอบ พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องของสัมมาทิฏฐิในส่วนของอริยมรรคมีองค์แปด ก็ต้องเห็นล่ะ มีอยู่ 2 ส่วนนะ ส่วนที่ยังเป็นชนิดที่เป็นโลกียะ..ความเห็นในระดับที่สองที่พูดถึงเรื่องของอริยสัจสี่ ตรงนี้ต้องเห็นตรงกันด้วย…

…จิตใจที่เราจะตั้งไว้ในสาราณียธรรมทั้งหกอย่างได้เนี่ยะ แน่นอนจิตใจเราต้องมีสติ เพราะงั้นสติเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นธรรมอันเอกเลย >>เป็นทางสายเอก ในการที่จะทำให้สัตว์นั้น ถึงความรู้ยิ่ง รู้พร้อม และนิพพานได้ คือเรื่องของสติ ….อดทนไว้ ให้มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีอะไรก็แบ่งปันได้ มีอะไรก็พูดกันดีๆ..ศีลที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว อยู่ในสถานใดก็รักษาศีลของตัวเองให้ดี..ให้มันเสมอกันในข้อปฏิบัติต่างๆ..ความเห็นเราก็มีให้ตรงในเรื่องของสัมมาทิฏฐิ ในเรื่องคำสอนของพุทธะว่ายังมีอยู่ ยังเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้ จะช้าหรือเร็ว ก็อยู่ที่ความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนเรามีอินทรีย์ไม่เท่ากัน เราก็ค่อยๆ ปรับเอา เราก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้…

..เวลาเราทำ เวลาเราปฏิบัติ มันเริ่มจากใจ ให้ใจของเราเป็นจิตที่มีความอ่อนนุ่ม อ่อนโยน อย่าเป็นจิตที่แข็งกระด้าง มีเรื่องราวใดๆ บางทีเราก็พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง เรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของโลก มันเกิดขึ้นได้ ความพอใจ ไม่พอใจ สิ่งที่เกิดขึ้นนี่แหละ จะเป็นเครื่องทดสอบในการที่จะตั้งสติของเราได้มั้ย เราจะทรงอยู่ในมรรคได้มั้ย มรรคคือทางที่เราจะไปสู่นิพพานได้ ถ้าคุณออกนอกทางมีความโกรธเกิดขึ้น ถ้าคุณออกนอกทางมีความไม่พอใจเกิดขึ้น อันนี้คุณเสียเวลา ค่าเสียเวลาเนี๊ยะแพงนะท่านผู้ฟัง ค่าเสียเวลาแพง ใครเป็นคนจ่าย ก็เจ้าของจิตนั่นแหละจ่าย จ่ายแล้ว จ่ายต้องครบด้วย เพราะว่ามันเป็นเรื่องของกรรม ..เพราะงั้นเวลาเราปฏิบัติ เรารักษาจิตของเราให้ดี ทำความนึกคิดให้เหมาะสมแจ่มแจ้ง เรามีคุณธรรม 6 อย่างนี้..จะเป็นไปเพื่อการระลึกถึงกัน..ความสามัคคีกัน..เกิดความปรองดอง..มีความปรองดอง มีความสมานฉันท์ สังคมเราก็จะอยู่เป็นสุขได้…

…กิเลสต้องเอาออก อย่าให้มันโผล่ขึ้นมา โผล่ขึ้นมาต้องตัดมันออก มันมาทันทีแล้ว ตัดมันออก อย่าให้มันมากลุ้มรุมในจิตของเรา ตัดมันออกด้วยสติ ด้วยปัญญานั่นเอง…

สาราณียธรรมหก
Tagged on: