download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 30/8/2559

”….ฉันใดก็ฉันนั้น กุลบุตรบางพวกในกรณีนี้ เล่าเรียนปริยัติธรรมทุกชนิด กุลบุตรเหล่านั้น ครั้นเล่าเรียนธรรมะนั้นๆ แล้ว ก็สอดส่องเนื้อความแห่งธรรมะนั้นๆ ด้วยปัญญา เมื่อสอดส่องเนื้อความด้วยปัญญา ธรรมะเหล่านั้นย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ของบุคคลเหล่านั้น กุลบุตรเหล่านั้นเล่าเรียนธรรมะด้วยการไม่ใช่เพ่งหาข้อบกพร่องของธรรมะหรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง และมิได้มีความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องทำลายลัทธิใดลัทธิหนึ่งเป็นอานิสงส์ ผู้รู้ทั้งหลายเล่าเรียนปริยัติธรรมเพื่อคุณประโยชน์อันใด กุลบุตรเหล่านั้นก็ได้รับคุณประโยชน์เหล่านั้นแห่งธรรมะ ธรรมะเหล่านั้นก็เป็นธรรมะ ที่กุลบุตรเหล่านั้นถือเอาแล้วด้วยดี เป็นไปเพื่อความเป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่กุลบุตรเหล่านั้นเองตลอดกาลนาน ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า เพราะความที่ธรรมะทั้งหลายอันกุลบุตรเหล่านั้นถือเอาด้วยดีเป็นเหตุ…”

…ศึกษาเพื่อจะล้มล้าง ศึกษาเพื่อที่จะคิดทำลายล้าง สิ่งนั้นจะเป็นพิษ พิษตรงไหน พิษตรงที่ทำลายล้างนั่นล่ะ…โมฆะบุรุษ ก็คือ คนที่ไม่มีแก่นสาร ข้างในกลวงๆนิดนึง เรียนจนหัวเป็นไข่..แต่ว่าข้างในไม่มีอะไร..พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบกับเวลาที่ไปจับงู คนต้องการงู ไปจับงู แต่ว่าจับไม่ดี งูก็เลยฉกกัดเข้าให้ ก็เลยเป็นภัยกับตัวเรา เพราะงั้นเวลาเราเรียนธรรมะ ท่านผู้ฟัง จับฉวยให้ดี เข้าใจให้ได้ ธรรมะนั้นมีทั้งโดยที่เป็นอรรถะ และมีทั้งที่โดยเป็นพยัญชนะ บทพยัญชนะของพระพุทธเจ้ารัดกุม รอบคอบ ถี่ถ้วนดี มีคนเอาข้อความนี้มาอธิบายเป็นอรรถะ อธิบายไว้ก็เพื่อที่จะให้เข้าถึงเนื้อหาเดิมของพระพุทธเจ้า เราศึกษาก็เพื่อที่จะให้เข้าถึงเนื้อหาตรงนั้น ไม่ใช่ศึกษาเพื่อที่จะหาที่ผิด ที่ผิดมันมีทุกที่ล่ะท่านผู้ฟัง คนจะหานะ เพ่งโทษจะคอยติเตียนปัญหาได้หมด..หาเรื่องกันได้ตลอดเวลา…

…รู้มากไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันเมาได้…เมาน่ะไม่ใช่ตรงรู้มาก แต่เมาเพราะความยึดถือ เมาตรงไหนคือความยึดถือ ..เมาธรรมะ เมาได้ หลงธรรมะ หลงได้ หลงตรงไหน หลงตรงที่มันยึดถือ ..ความยึดถือนั่นทำให้เราเมา ความยึดถือนี่ทำให้เป็นเรื่องทะเลาะกัน ความยึดถือนี่ทำให้มีปากเสียง ความยึดถือทำให้มีการทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก เพราะความยึดถือ ยึดถือว่าตรงนี้ถูกเท่านั้น ความยึดถือคืออุปาทานนั่นเอง อุปาทานคือความยึดถือ มันยึดตรงไหนได้บ้าง…

..ยึดตรงทิฏฐิ เรียกว่าทิฏฐุปาทาน ทิฏฐิที่ว่าอันนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ยึดถือตรงนี้…..สีลัพพตุปาทาน อาจจะเป็นเรื่องของศีลและวัตรข้อปฏิบัติต่างๆ …อัตตวาทุปาทาน ก็คือความยึดถือที่เกิดจากการพูดของตน ว่าคุณพูดออกไปแล้วว่า คุณพูดออกไปแล้ว เหมือนกับลูกศรมันปล่อยออกไปแล้ว…คำพูดปล่อยออกไปแล้ว ก็ยึดถือตรงนั้นล่ะ ฉันกล่าวไว้อย่างนี้ ฉันไม่ขอโทษ ..ยึดถือโดยความเป็นตัวตน ก็เมาตรงนี้ ก็เป็นพิษตรงนี้ เป็นพิษตรงความยึดถือ…รู้มากบางทีกล่าวมาก กล่าวมากบางทีติดกับดักคำพูดของตัวเอง…หรืออย่างที่สี่ ความยึดถือที่มันจะยึดได้ เรียกว่ากามุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องของกาม ที่เกิดจากกามคุณทั้งห้า….

…ความเป็นผู้รู้หรือพหูสูตรเนี่ย ไม่มีพิษหรอกท่านผู้ฟัง ไม่มีพิษ ไม่มีภัย แต่ไอ้ความยึดถือที่เป็นผลจากการที่เราเป็นพหูสูตรนี่สิ มันเป็นภัย….การทำตัวเป็นธรรมทายาททำอย่างไง ก็เอาตรงที่พระพุทธเจ้าสอนนี่ล่ะ ทั้งโดยอรรถะ ทั้งโดยพยัญชนะ น้อมเข้าสู่ใจของเรา ให้เข้าสู่ใจจริงๆ เข้าสู่สมองไม่พอ เข้าสู่ใจด้วย แล้วทำอย่างงั้น ปฏิบัติให้ได้ เพื่อความเป็นอย่างงั้น เพราะว่าประโยชน์ของธรรมะ คนที่ศึกษาธรรมะเนี่ย เพื่อที่จะคลายความยึดถือ…..คนเป็นพหูสูตรคลายความยึดถือได้ คนที่รู้ธรรมะน้อยก็ตาม จะมากก็ตาม ก็สามารถคลายความยึดถือได้ ทำอย่างไรจึงจะคลายความยึดถือได้ ก็ต้องใคร่ครวญ สอดส่องเนื้อความนั้นด้วยปัญญา ด้วยปัญญานะท่านผู้ฟัง….

..ปัญญาไม่ใช่ความรู้ ปัญญาไม่ใช่ความรู้…คุณอาจจะรับข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งมา>>>ประมวลผลออกมาแล้ว เป็นความรู้ของเรา อยู่ในสมองเป็นความรู้ ความรู้นี่ก็สามารถใช้บรรยายได้ สามารถใช้บอกสอนคนได้ อะไรต่างๆ ได้ แต่ความรู้นั้นยังไม่ใช่ปัญญา ความรู้นั้นถ้าไม่มีการใคร่ครวญ ย่อยให้ดี ให้เกิดปัญญา มีปัญญาแล้วไง ปัญญาเป็นดาบคมที่จะตัดอะไร ไม่ได้ตัดทำลายคนอื่นนะ แต่ตัดกิเลสของตัวเอง ตัดกิเลสของผู้ที่ใคร่ครวญด้วยปัญญานั่นล่ะ เพราะงั้นคนที่ศึกษา คนที่เรียนธรรมะ ถ้าไม่ได้ใคร่ครวญด้วยปัญญาให้ดี มีความรู้มากจริง เป็นพหูสูตร ความรู้มีอยู่ แต่ไม่มีปัญญาก็มี พอไม่ได้ใคร่ครวญด้วยปัญญาแล้ว กลายมีความยึดถือมากขึ้น ยิ่งรู้มาก ยิ่งถูกยึดมาก รัดรึงได้มากขึ้น ….

…ความรู้ตรงนี้หมายถึง knowledge ความรู้ข้อมูลที่คุณจำได้ ข้อมูลที่คุณเชื่อมโยงกันได้นั่นแหละ ลักษณะว่าเป็นความรู้ ความรู้นั้นจะยังไม่ใช่ปัญญา ถ้าเราไม่นำมาใคร่ครวญ ทำการดยนิโสมนสิการ น้อมเข้าสู่ใจ จะไม่เกิดปํญญาเลย….ปัญญาจริงๆ อยู่ที่ข้างใน ที่อะไร ตัดกิเลสได้ ปัญญาจริงๆ อยู่ข้างใน ที่ทำอะไร คือถอนอวิชชาได้ ขุดมันออกมาทั้งรากได้ นั่นคือปัญญา ของใคร ของบุคคลนั้นๆ …..ศึกษามากเพื่ออะไร เพื่อให้มีความรู้ รู้มากเพื่ออะไร เพื่อให้เข้าใจได้ดี เข้าใจได้ดี แล้วจะเกิดอะไร เพื่อที่จะรื้อถอนอวิชชา ตัดกิเลสให้ได้ ตัดกิเลสแล้วไง เราจะเป็นอิสระ ผู้รู้ทั้งหลายเขาศึกษาธรรมะเพื่อประโยชณ์อันนี้ล่ะ ประโยชน์อันนี้ทำให้มันตลอดสาย อย่าไปติดตรงขั้นใดขั้นหนึ่ง เราติดตรงขั้นใดขั้นหนึ่ง ตรงนั้นมันจะเป็นที่ที่ให้ความยึดถือมันเกาะได้…

…เราศึกษาโดยที่ไม่หาข้อบกพร่องของธรรมะหรือของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้ที่อธิบายธรรมะนั้นๆ ไม่ได้พยายามที่จะหาข้อผิดพลาดในผู้แสดงธรรมด้วยจิตมุ่งร้ายแข็งกระด้าง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าเอง หรือว่าเป็นสาวกรุ่นหลังๆ ต่อมา แต่ศึกษาเพื่อที่จะให้ได้คุณประโยชน์ของผู้ที่รู้ทั้งหลาย เขาศึกษาธรรมะเขาจะได้ประโยชน์อะไร เราพยายามศึกษาให้เป็นแนวทางนั้น เราจะได้ประโยชน์ สิ่งนั้นมันจะไม่เป็นพิษ สิ่งนั้นจะไม่ได้เป็นที่ที่ความยึดถือมันมาเกาะได้ ความยึดถือน่ะ มันเกาะได้ทุกที่ แต่เราต้องละมันก่อน ก่อนที่มันจะมายึดถือตรงจุดไหนจุดหนึ่ง….ธรรมะไม่ใช่พิษนะ ธรรมะไม่ใช่พิษ แต่พิษนั้นเกิดจากความยึดถือในธรรมะที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะการไม่ได้ใคร่ครวญให้ดีด้วยปัญญา….

..เราอย่าไปคิดว่า ความรู้ที่เราคิดว่ารู้มากรู้ดีนั้น จะเป็นปัญญา ยังไม่ใช่ ความที่จะเป็นปัญญาเกิดขึ้นจากการที่มันจะละกิเลสได้ต่างหาก เราฟังไม่ว่าจะเป็นใครพูด จะเป็นอุบาสก อุบาสิกาคนใดคนหนึ่งพูดอะไรออกมา หรือว่าพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งพูดอะไรออกมา จะดูเหมือนมีความรู้ ความรู้นั้นอาจจะไม่ใช่ปัญญาก็ได้ ความรู้กับปัญญานั้นไม่เหมือนกัน ให้เข้าใจลักษณะตรงนี้ไว้ด้วย….

…ถ้าเราจะละความยึดถือได้เราต้องมีปัญญา คุณจะมีปัญญาได้ ต้องมีการใคร่ครวญธรรมะ ฟังธรรมะมามากก็ตามน้อยก็ตาม ไม่มีปัญหา คุณฟังน้อย คุณใคร่ครวญดี คุณก็ละกิเลสได้ คุณฟังมาก คุณใคร่ครวญดี คุณก็ละกิเลสได้เหมือนกัน…

ธรรมะไม่ใช่ยาพิษ แต่พิษเกิดจากความยึดถือ
Tagged on: