download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 29/8/2559

…รับรู้แล้วให้ตั้งอยู่ให้ได้ รับรู้แล้วไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งนั้น รับรู้แล้วมีสติตั้งมั่นอยู่ การที่มีสติตั่งมั่นอยู่ นั่นคือการที่มีเชือกผูกเอาไว้ ชักโยงเอาไว้ ผูกในที่นี้ไม่ใช่ลักษณะรัดรึงไปไหนไม่ได้ แต่ผูกเอาไว้ลักษณะที่มีการควบคุม……เมื่อไหร่ที่เชือกนั้นยังผูกอยู่กับเสาเขื่อนเสาหลัก เมื่อไหร่ที่เรายังมีสติไม่ลืมหลงลมหายใจ ความคิดอาจจะมี สิ่งนั้นก็จะค่อยๆอ่อนแรงลงไป เหมือนสัตว์ที่มันพยายามดึงๆๆ มันไม่ไป เพราะว่ามันมีเชือกอยู่ มันก็จะค่อยอ่อนแรงลงๆ ลางที่มันเป็นอย่างงี้ ดึงเชือกจนขาด เชือกขาดก็เข้าลักษณะว่า เราลืมหลงลมหายใจ…ถ้าเชือกขาดอย่างงี้แล้วเป็นอย่างไง วิธีแก้ก็คือ นึกได้เมื่อไหร่ ก็เอาเชือกมาผูกใหม้เท่านั้นเอง ง่ายมาก เหมือนกัน เวลาที่เราหลงลืมลมหายใจไปแล้ว

..เรานึกได้เมื่อไหร่ รัะลึกได้เมื่อไหร่ ก็ให้มารู้ลมหายใจเหมือนอย่างเดิม….ทุกครั้งที่เราเป็นอย่างนี้ เราก็จะมีกำลังมากขึ้น….

…ในขณะที่เราทำ พยายามที่จะทำจิตของเราให้ตั้งมีสติขึ้น สติมันอาจจะยังไม่เกิด ไอ้การที่สติมันอาจจะยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นนั้น มันก็อยู่ที่อินทรีย์นะ อยู่ที่กำลังจิต กำลังใจของแต่ละคน แต่ละท่านว่า ปฏิบัติอย่างจริงจังขนาดไหน ทำอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ทำอย่างถูกต้องหรือเปล่า ถ้าเราทำอย่างอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำอยู่อย่างถูกต้อง ผลมันจะต้องปรากฎแน่นอน ….ทำให้ถูก ทำให้จริง ทำให้เป็น คำว่าทำให้ถูกนั้น คือเราให้สนใจอยู่กับสติ สนใจอยู่กับลมหายใจของเรา …..

….จิตของเรามีอารมณ์อันเดียว เป็นสมาธิแล้ว สั้นก็ตาม ยาวก็ตาม บางทีอาจจะไม่ต้องยาวเป็นชั่วโมง เอาเป็นแค่ไม่กี่วินาที คนที่นั่งสมาธิได้จริงๆเลย เอาแค่ไม่กี่นาที มันก็มีความชุ่มเย็นอยู่ในใจ มีความชุ่มเย็นอยู่ในใจในช่วงเวลาไม่กี่นาที ไม่กี่วินาทีตรงนั้น อันนี้แหละเป็นอาการของจิต เป็นที่อยู่ เป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย…..

..เครื่องอยู่ก็คือมีสติตั้งเอาไว้ มีใจเป็นอารมณ์อันเดียว มีการทำจริงแน่วแน่จริง ในกิจการงานตรงนี้ กิจการงานที่เราตั้งที่เราพยายามตรงนี้แหละ เรียกว่าเป็นฐานที่ตั้งของจิต จิตที่ตั้งอยู่บนฐานที่ตั้งอยู่ในฐานตรงนี้ เรียกว่าจิตนั้นมีการรักษา….>>>กายของเรา จิตของเรานี้เป็นเหมือนเมืองเมืองหนึ่ง พระพุทธเจ้าเปรียบเอาไว้ มีจิตเป็นเจ้านคร มีใจเป็นเจ้าเมือง มีกายคือธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม นั้น เป็นเหมือนกับตัวเมืองที่เรามีจิตคอยรักษา ช่องทางที่จะเข้ามาสู่เมืองนั้นได้ ก็มีทางตา หูจมูก ลิ้น กายและใจ ช่องทางที่เข้ามานั้น ก็จะต้องมีนายทาวรที่คอยรีกษา จะเปิดประตูอ้าซ่ามันก็ไม่ได้ …นายทาวารที่คอยรักษาประตูก็คือสติ…….

…ให้เราฝึกที่จะตั้งสติขึ้น โดยใช้เครื่องมือ เครื่องมือที่เราใช้นี้ เขาเรียกว่าลมหายใจ มีสติเป็นที่ตั้งของจิต เราจะทำสติให้ตั้งขึ้นได้ เราใช้ลมหายใจเป็นฐาน เป็นเครื่องมือ การกระทำตรงนี้ก็เรียกว่าอานาปาณสติ โดยใช้ลมหายใจเป็นฐานที่ตั้งของจิต ให้สตินั้นเกิดขึ้น สติที่เกิดขึ้นนั้นก็จะรักษาจิต จิตที่ได้รับการรักษาอย่างนี้ จะทำความเป็นอารมณ์อันเดียวให้เกิดขึ้นได้ เมื่อจิตนั้นตั้งอยู่บนฐาน มีความเป็นอารมณ์อันเดียวเกิดขึ้นได้แล้ว ก็จะมีความรู้ความเห็นที่ถูกต้อง เจอผัสสะประสปกับสิ่งใด พอใจก็ตามไม่พอใจก็ตาม ก็สามารถเป็นผู้นิ่งเฉยสบายใจอยู่ได้…จิตของเรานั้นให้สบายใจอยู่ในภายใน ทำจิตของเราให้สบายอยู่ในภายในได้ ให้มีสติขึ้น….

…จิตเนี่ยะเป็นที่แล่นไปสู่สติ ถ้าจิตไม่มีสติเป็นที่แล่นไปสู่ ไม่มีสติรักษา มันก็จะไหล มันก็จะเผลอ มันก็จะเพลินไปตามอินทรีย์ที่มากระทบ อินทรีย์ทั้งหลายจำให้ดี มันจะเป็นที่แล่นไปสู่จิต มันจะคอยที่จะดึงเนี่ยวรั้งผูกจิตของเราเอาไว้ให้อยู่ในสังสารวัฏ ให้อยู่ในภพ ให้อยู่ในเครื่องข้องต่างๆ….พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า จิตนี่แหละ เป็นที่แล่นไปสู่สติ จิตที่มีสติรักษา สตินี้แหละ จะพาจิตไปสู่ความวิมุตหลุดพ้น หลุดพ้นจากอะไร หลุดพ้นเป็นอิสระจากเครื่องผูกเครื่องข้อง หลุดพ้นเป็นอิสระจากสิ่งที่มากระทบ เราเห็นของที่ชอบใจ ของไม่ชอบใจ เราก็ยังเย็นใจอยู่ได้ ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นไปตามอำนาจของสิ่งที่มากระทบนั้น นี่แหละเขาเรียกว่าความหงุดพ้น ความพ้นจากการที่จะต้องตกอยู่ในอำนาจของสิ่งที่จะคอยควบคุมจิตของเรา จิตก็พ้นอย่างนี้ คำที่พระพุทธเจ้าใช้นั้นก็คือวิมุต วิมุตนี่แหละจะทำให้พาจิตของเราไปสู่ความเย็น คือนิพพาน ….

…นิพพานแปลว่าเย็น วิมุตเป็นที่แล่นไปสู่นิพพาน จิตเป็นที่แล่นไปสู่สติ สติเป็นที่แล่นไปสู่วิมุต วิมุตเป็นที่แล่นไปสู่นิพพาน…

…เราฝึกจิตของเราให้มีสติอยู่เรื่อยๆ มันจะค่อยพ้นทีละเปลาะ 2เปลาะ พ้นจากเรื่องนี้ พ้นจากเรื่องนั้น พ้นจากเครื่องผูกต่างๆ พ้นเปลาะนั้น พ้นเปลาะนี้ จนพ้นหมดนั่นล่ะ พ้นหมดเมื่อไหร่ เชื้อหมดเมื่อไหร่ ก็เย็นสบายใจอยู่ข้างใน นั่นคือนิพพาน นิพพานที่เราเห็นได้ด้วยตนเอง นิพพานที่เรารู้ได้ สัมผัสได้ ในใจของเรานี้ ให้จำไว้เสมอ บางทีเราปฏิบัติมันอาจจะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างอย่างไรบ้างก็ตาม ขอให้เกิดความเพียร ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ เพราะว่าทำแล้ว อย่างน้อยมันยังได้คะแนนความเพียร คะแนนความเพียรมีมากขึ้นๆ ความชำนาญมันก็เกิดขึ้นได้ มีความชำนาญแล้ว เราทำจริงแล้ว สติก็ตั้งขึ้นได้ สติตั้งขึ้นบ่อยๆ ให้มีความชำนาญ สมาธิก็เกิด มีจิตเป็นอารมณ์อันเดียว เราจะพ้นได้ เราจะวางได้ เราจะเป็นอิสระจากสิ่งต่างๆที่มากระทบได้ …

….เมื่อเป็นอิสระแล้ว ก็จะมีความเย็นใจอยู่ในภายใน มีสิ่งใดมากระทบ เราก็อยู่เหนืออำนาจของสิ่งนั้นได้ ความที่เราอยู่เหนือ นั่นคือ โลกุตตระ คือเหนือจากการที่จะต้องเป็นไปตามอำนาจของทางโลก เหนือจากการที่จะต้องขึ้นๆลงๆ สุขบ้างทุกข์บ้าง อย่างที่โลกเขามีกัน เป็นผู้ที่เย็นอยู่ในภายใน…..

สติเป็นที่แล่นไปสู่วิมุตติ
Tagged on: