download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 24/8/2559

ถามว่าเวลาที่เราจะดำเนินสติให้อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา….ทำอย่างไรจึงจะไปด้วยจิตที่มีสติได้ ไปด้วยความมีสติ คือว่าไม่หลง…ถ้ามีสติไปด้วย ใจของเรานั้นจะไม่หลงทาง..ถ้าใจของเรานั้นมีสติอยู่ตลอดเวลา อันนี้ถือว่าจิตของเรานั้นไม่หลงทาง จิตของเราได้รับการรักษา พระพุทธเจ้าได้พูดถึงกาย คือใช้กายเป็นฐานที่ตั้งให้สติเกิดขึ้น เรียกว่า กยาคตาสติ>>>สามารถทำได้ทุกๆ วัน …เอาใจมาตั้งอยู่ในกาย อันนี้จะเกิดสติได้ทันที การตั้งสติไว้ในกายมีความหมายว่าอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร….

..สติ แปลว่าการระลึกได้ กายาคตาสติ ก็คือ การที่เราตั้งสติเอาไว้ระลึกถึงกายของเราได้….

    ๑. ระลึกถึงลมหายใจ
    ๒. อริยาบทสี่…การตั้งสติในอริยาบท>>>ยืน เดิน นั่ง นอน ….การตั้งสติไว้ที่อริยาบทรวม ..ดูอริยาบทใดอริยาบทหนึ่งโดยรวม …ดูองค์รวม…
    ๓.การมีสัมปชัญญะ…รู้ตัวทั่วพร้อม…หมายถึงเรารู้ตัว เรามีสติระลึกได้ถึงการ การทำงานตรงนั้นๆ คือใจของเราอยู่กับตรงนี้ๆ…
    ๔. เห็นความเป็นของไม่สวยงาม ในผม เล็บ ขนหนัง….พิจารณาเห็นโดยเป็นของไม่สวยงาม ไม่สะอาด ..คนสวยๆ คนหล่อๆ ซักคหนึ่ง >>>ความงามตรงเนี๊ยะ ถ้าเราพิจารณาลึกลงไปแค่ ๑ มิลลิเมตร จริงๆเขาฉาบทาไว้เฉยๆ ด้วยผิว…แค่ลอกผิว…ความจริงมันจะปรากฏเพียงแค่ลึกลงไป ๑ มิลลิเมตร….กายของเราเหมือนกับถุงหนัง ถุงนี้มีโครงอยู่ข้างในคือกระดูก ถูกฉาบทาอยู่ด้วยเนื้อและเลือด เป็นห่อเป็นถุงเอาไว้ ร่างกายเราก็มีหนังเป็นตัวหุ้มห่อ ถุงนี้มีปากทางเข้าอยู่ รูออกมี ๒ รู ทวารหนัก และทวารเบา ….ถุงหนังนี้เยิ้มอยู่ตลอดเวลา เยิ้มด้วยเหงื่อ ด้วยขี้ไคลตลอดเวลา….
    ๕.ระลึกถึงกายในลักษณะธาตุ ๔…ดิน น้ำ ไฟ ลม…
    ๖.พิจารณาเห็นกายโดยเป็นซากศพขึ้นอืด ๑ วัน ๒ วัน…แม้ตัวเราเองก็ต้องเป็นอย่างนี้ จะล่วงพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้…ทางออกมันคือว่า เราสามารถที่จะคลายกำหนัดในสิ่งนั้น…ทางออกมีอยู่ที่ว่า เรามีสติ ไม่ได้โกรธเกลียด กระฟัดกระเฟียด…ทางออกมีอยู่ที่ว่า เราไม่ได้แช่งตัวเอง แต่เรารู้ รอบรู้สถานการณ์ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น เรารอบรู้สถานการณ์แล้ว ไม่ได้ไปเกลือกกลั้ว ยึดถือ >>เตรียมรับมือ พอสถานการณ์นั้นมาจริงๆ ใจของเราจะไม่ไปอยูในสิ่งที่เป็นอกุศล ใจของเราตั้งอยู่ในกุศลได้…
    ๗. เห็นซากศพว่ามีอะไรเจาะกิน กัดกิน
    ๘. เป็นร่างกระดูกแล้ว เนื้อส่วนใหญ่หมดไป ยังมีเนื้อเลือดและก็เอ็นติดอยู่
    ๙. เนื้อถูกกินหมด เหลือแต่เลือดและก็เอ็น
    ๑๐. เป็นร่างกระดูก หมดเนื้อ หมดเลือด มีเอ็นรัดรึงอยู่
    ๑๑. เนื้อก็หมด เลือดก็หมด เอ็นก็หมด กระดูกกระจายกันไป
    ๑๒. เหลือแต่กระดูก ชิ้นสีขาวดั่งสีสังข์
    ๑๓. เป็นกระดูกที่เริ่มเป็นสีเหลือง อยู่เป็นหลายๆ ปี
    ๑๔. คือกระดูกนั้นเปื่อยเป็นผงละเอียด

…๑๔ อย่างนี้ คือการที่เราตั้งสติไว้ในกาย อันนี้คือถ้าคุณบอกว่าคุณพิจารณาเห็นกายในกาย ตรงนี้ได้เลย อันใดอันหนึ่งก็ได้ จะเห็นกายของตัวเราเองก็ได เห็นศพจริงๆ ก็ได้ พิจารณาเห็นกายคนอื่นก็ได้ กายภายในคือตัวของเรา กายภายนอกคือตัวคนอื่น ได้ทั้งนั้น เห็นแล้ว ให้มันเห็นจริง อย่างนี้เขาเรียกว่าการตั้งสติอยู่ในกาย ผู้ที่เป็นอย่างนี้ เรียกว่า เป็นผู้ที่เดินตามอยู่ในเส้นทางที่พระพุทธเจ้าของเราอยู่ ..ผู้ที่อยู่ในเส้นทาง สบายใจได้ ไม่หลงทาง เป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่ความสุขอันเกษม ความสุขที่เย็นสนิท นั่นเอง นั่นคือนิพพาน….

…บางคนอาจจะยังไม่ถึงนิพพานอะไรขนาดนั้น เอาแค่ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เอ๊ะ จะมีประโยชน์อะไร คือในขณะที่เรารักษาสติ รักษาจิตของเราให้อยู่ในกาย อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น กุศลธรรมที่เกิดแล้วก็จะยิ่งเจริญขึ้น เรารักษาสติให้อยู่ในกายได้ แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารณ์ก็สงบ ความที่วิตกวิจารณ์สงบ มันจะทำให้เราคิดอ่านการงานได้ดีมากขึ้น เป็นส่วนที่ทำให้วิชชา คือความรู้ตามที่เป็นจริงเจริญได้มากขึ้น ..ปัญญาก็จะมีมาก..ใจของเราได้รับการรักษา จากสติที่ตั้งขึ้นนั่นเอง….

กายคตาสติ ๑๔ อย่าง
Tagged on: