download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 23/8/2559

…”สัตว์เหล่าใดมีโสตประสาท สัตว์เหล่านั้นจงปลงศรัทธาลงไปเถิด”…

…หูนี่แหล่ะท่านผู้ฟัง จึงเป็นอวัยวะเริ่มต้นเลย ในการที่เราจะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าใต้ต้นไทรอันที่เป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ คราวที่ตรัสรู้ใหม่ๆ ก็นึกถึงนี่ล่ะ โสตประสาทคือเรื่องของหู โสตประสาท ใครมีโสตประสาทก็ปลงศรัทธาลงไป ประตูสู่นิพพานอันเป็นอมตะเปิดรอไว้แล้ว…เพราะงั้นหูนี่ล่ะท่านผู้ฟัง จะนำมาซึ่งศรัทธาได้ มาได้ยังไง…

…คำว่าเสียงเนี่ยะอยู่ในทุกที่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิบัติ ก่นจะมีศรัทธาก็ต้องมีโสตประสาท ศรัทธานี่ก็เป็นตัวเริ่มของการปฏิบัติด้วย มีโสตประสาท มีศรัทธา เป็นผู้ฟังคำสอน ก็เป็นสาวก สาวกคือผู้ฟังคำสอน คำสอนต่างๆ มาในรูปของพระสูตร เป็นสุตตะ สุตันตะ สุตตะก็เป็นเสียงอีกเหมือนกัน สุตตะก็ฟังนั่นเอง เป็นการฟัง เป็นการฟังคำสอน แล้วก็เอามาปฏิบัติตาม……งั้นหูเนี่ยะแหละ จึงเป็นอวัยวะที่สำคัญ เสียงนี่แหละเป็นสิ่งที่ต้องฟัง ใครกล่าวธรรมะอยู่ ให้เงี่ยโสตลงสดับฟังธรรมะไว้ ว่าสิ่งนี้มีธรรมะแฝงอยู่อย่างไรๆ เป็นสิ่งที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าตรงตรงไหนข้อไหน เราฟังให้ดี ฟังแล้วให้เกิดความศรัทธา ศรัทธานี่ล่ะจะค่อยๆเติบโต ค่อยเจริญขึ้น การที่เราค่อยคอยฟัง คอยฟัง คอยฟังคอยพิจารณา พอฟังพิจารณาไปเรื่อยๆ คุณก็จะมีศรัทธา ความมีศรัทธานั้นก็มาจากเสียง คือการได้ฟังธรรม….

…..พอเราฟังธรรมะใช้โสตประสาทเนี่ยะ คอยดัก คอยฟัง คอยพิจารณา เราจะเกิดความมั่นใจในบุคคลที่ทำมาแล้ว พระพุทธเจ้าของเราทำมาแล้ว แก้ไขปัญหาเรื่องความเจ็บความตาย แก้ไขปัญหาความทุกข์ที่เกิดจากความพลัดพราก แก้ไขปัญหาความทุกข์ที่เกิดจากการพบปะสิ่งที่ไม่น่าพอใจ แก้ไขความทุกข์ที่เกิดจากการที่ปราถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง สิ่งต่างๆที่เป็นความทุกข์เหล่าเนี่ยะ พระพุทธเจ้าของเราแก้มาแล้ว แก้โดยชนิดที่ว่าบริสุทธิ์บริบรูณ์สิ้นเชิง แก้ชนิดที่ว่าโดยชอบ โดยชอบคือไม่มีปัญหาอื่นจะตามมาหลอกหลอน ต้องตามมาแก้แล้วแก้อีก ไม่เป็นอย่างงั้น เป็นการแก้ปัญหาโดยชอบ….

….ความเคลือบแคลง ความไม่ลงใจ ความเห็นแย้งเนี่ยะ มันจะเป็นอุปสรรคที่คอยเหมือนกับเป็นสนิมกัดกินใจของเรา ใจของเราก็จะไม่สว่างสดใส ไม่สามารถที่จะเริ่มการปฏิบัติได้ เพราะงั้นเราจะแก้ปัญหาความเคลือบแคลง ความเห็นแย้ง คุณต้องปลูกศรัทธาขึ้น เราจะปลูกศรัทธาได้ ใช้หูนี่แหล่ะท่านผู้ฟัง… …มั้นต้องเริ่มมาก่อนจากการที่คุณมีศรัทธา มีความมั่นใจ ความเชื่อ ความลงใจได้ คุณต้องมีโสตประสาท โสตประสาทคือหู ฟังแล้วให้มันเกิดธรรมะขึ้นในใจ ฟังแล้วฟังให้ดี ฟังให้มีความมั่นใจเกิดขึ้น พอฟังธรรมะ ใคร่ครวญพิจารณาธรรมไป ถึงความเป็นเหตุเป็นผล เห็นถึงความสามารถที่เราจะรู้ได้ด้วยเฉพาะตน……

….อันไหนที่ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ ให้ยกไว้ก่อน ยกไว้ก่อน หมายความว่าอย่าเพิ่งลงใจเชื่อ อย่าเพิ่งตัดค้าน แต่ให้ยกไว้ก่อนในการที่จะพร้อมในการที่จะทำการตรวจสอบ เพราะว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ว่าสามารถตรวจสอบได้ เป็นสิ่งที่ว่าเชิญมาพิสูจน์….อะไรที่เราตรวจสอบได้ อะไรที่เราพิสูจน์ได้ เราฟังให้ดีนะ ฟังให้ดี แล้วตรวจสอบพิสูจน์ตรงจุดนั้น…สิ่งไหนที่เราพิสูจน์ได้ เราตรวจสอบเลย ตรวจสอบแล้ว เราจะมีความมั่นใจ การฟังให้ได้อย่างนี้ การฟังเพื่อหาความเป็นเหตุ หาความเป็นผล พอเราเห็นเหตุเห็นผล การฟังตรงนี้คือการโยนิโสมนสิการ คือการทำในใจโดยแยบคาย ใคร่ครวญพิจารณาถึงความเป็นเหตุและเป็นผลของมัน สิ่งไหนเป็นปัญหา สิ่งไหนเป็นทางดับของปัญหา สิ่งไหนเป็นเหตุ สิ่งไหนเป็นทางแก้ สิ่งไหนเป็นเหตุ สิ่งไหนเป็นผล เราฟังให้ดู พิจารณาดูให้เห็น เห็นได้ด้วยใจนะ เห็นได้ด้วยใจ ผ่านทางเสียง เป็นความรู้เกิดขึ้นในใจของเราแล้ว เราจะมีความมั่นใจ ความมั่นใจในข้อบัญญัติ มรรค มีความมั่นใจในผู้ที่สอน…

….ถูกอย่างนึง เราก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นระดับนึง…เราตรวจสอบไปทีละข้อ ทีละประเด็น คอยฟัง ฟังหาเรื่องนะ หาเรื่องที่เราจะมาตรวจสอบได้ เรื่องไหนที่ยังเป็นเรื่องที่ยังตรวจสอบไม่ได้ เอ้า!นั่นยกไว้ก่อน ให้หาธรรมะอย่างนี้ ใช้หูนี่แหละฟัง ใคร่ครวญพิจารณาให้เห็น เราจะมีความมั่นใจเกิดขึ้นทีละน้อยทีละน้อย เหมือนกับต้นไม้ที่ค่อยเติบโตขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อย เติบโตขึ้นเป็นเดือนเป็นปีเป็นหลายสิบปี มันก็ได้กิ่งก้านสาขา เป็นผลที่มีร่มเงาให้เราได้ เหมือนกัน ศรัทธาที่เราค่อยๆ ปลูก ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ฟัง สั่งสมมาจากการที่เราฟังพระสูตร เราก็ใช้หูฟัง ……ฟังให้ดี ฟังแล้วเราจะรู้เข้าไปถึงใจว่า แม้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนออกมา ผ่านทางเสียงของพระองค์เราได้ฟังเอาไว้ ก็ออกมาจากใจ ใจก็เป็นใจเดียวกันนี่แหละ ใจดวงนี้ไม่มีผู้ชาย ไม่มีผู้หญิง ไม่ได้เป็นผิวดำผิวขาว ไม่ได้ยากดีมีจน เป็นใจที่มีสภาพเหมือนกัน เป็นใจที่รับรู้ธรรมารมณ์ต่างๆ ได้…เป็นสิ่งที่บางทีเราก็ควบคุมไม่ได้ บางทีมีเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไป ก็ควบคุมสาเหตุปัจจัยไม่ได้ มันก็เปลี่ยนไปอย่างอื่น…

…การที่เราจะมาควบคุมจิตตรงนี้ ต้องทำจริงนะ เพราะว่าถ้าไม่ทำจริง ทำเหลาะๆแหล่ะๆ จะไม่ได้ผล จิตจะไม่เชื่อฟัง เราจะตกอยู่ในอำนาจของจิต จิตก็จะลากเรา ถูลู่ถูกังไปตามอารมณ์นั้นอารมณ์นี้…….แต่ถ้าเรามีการทำจริง แน่วแน่จริง ในการที่จะฝึกจิตของเราให้มันอยู่กับเนื้อกับตัว ให้มันตั้งขึ้นได้ การทำจริงแน่วแน่จริงนี่แหละ เขาเรียกว่าวิริยะ ความเพียร คุณมีความเพียรก็จะตั้งสติขึ้นได้ ถามว่าคุณจะมาทำจริงแน่วแน่จริงได้ คุณอาศัยเหตุปัจจัยอะไร เหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้ใครซักคนใดคนหนึ่ง มาทำจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง >>>จิตใจเขาต้องมีความกล้าหาญ ..ต้องมีความห้าวหาญ มีความกล้าหาญ มีความเด็ดเดี่ยว >>>ตรงเนี่ยะคือวิริยะ เพราะมันจะทำให้เกิดการทำจริง พอทำจริงแล้ว เราจะมีสติตั้งมั่นได้…

…เขาอาศัยเหตุปัจจัยอะไร คนนั้นต้องมั่นใจ ต้องมั่นใจว่าต้องทำได้ ต้องมั่นใจนะว่า มันจะเกิดขึ้นได้ ต้องมั่นใจนะว่า สิ่งนี้ต้องสำเร็จ ความมั่นใจเนี่ยะคือศรัทธา ความมั่นใจในวิธีการ วิธีการนี้สำเร็จแน่ นั่นคือ ศรัทธาในพระธรรม ความมั่นใจว่า ก็มีผู้ที่ทำสำเร็จแล้วน่ะ มีผู้ที่รู้แล้วเห็นแล้ว ทำได้เองแล้ว คือความมั่นใจ คือความศรัทธาในพุทธะนะ ความมั่นใจว่า ถ้าใครก็ตามที่สามารถที่จะทำตามกระบวนการขั้นตอนนี้ เขาก็ต้องบรรลุเหมือนกัน ความมั่นใจตรงเนี่ยะ คือความมั่นใจในการปฏิบัตินะ นั่นคือสงฆ์นั่นเอง คือมีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์……

….ให้มีความมั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ให้มีความมั่นใจว่าคนใดคนหนึ่ง ที่มีมือและเท้าเหมือนกัน ยืนอยู่บนแผ่นดินเเหมือนกัน ด้วยเท้า ๒ เท้า มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเหมือนกัน อายุไล่เลี่ยกันไม่เกินร้อยปี ถ้าเขาทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ถ้าเขาทำให้ถึงการบรรลุซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ โดยชอบด้วยนะ โดยชอบ เราก็ต้องทำได้ซิ ให้มีความมั่นใจในศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่เฉพาะคนเดียว มนุษย์ซักคนใดคนหนึ่ง มีจิตเหมือนกัน มีกายเหมือนกัน เอ๊ะ เขาทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ขอให้มีกลยุทธ์ที่เหมือนกัน ขอให้มีวิธีการที่เหมือนกัน ขอให้มีเหตุปัจจัยแบบเดียวกัน ……ให้เป็นผู้บากบั่น ให้เป็นผู้ทำจริง ไม่ทอดธุระในกิจการงานต่างๆ หันหน้าเข้าสู้ มีอะไรก็แก้ไขไป การทำตรงนี้ เป็นการทำจริง ไม่ย่อท้อ ไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย ไม่เห็นแก้เหน็ดแก่เหนื่อย ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง แต่เห็นแก่ความสำเร็จ เห็นแก่คุณธรรม เห็นแก่ว่าจิตใจถ้ามันมีกำลังทรงตั้งเอาไว้ เราจะสำเร็จได้…

…อย่างน้อยชีวิตที่เราผ่านมานี้ เราเจอสุขบ้างทุกข์บ้าง นั่นแหละที่เรารู้แระว่า ความทุกข์มันมี ความทุกข์เนี่ยะท่านผู้ฟัง เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดศรัทธาได้ คนที่ถูกความทุกข์ถูกต้องแล้ว ทางออกหนึ่งในสองทางของความทุกข์นั้น คือจะแสวงหาว่า จะมีใครหนอที่จะทำความดับแห่งความทุกข์นี้ได้ ซักหนึ่งหรือสองวิธี คนนั้นมีอยู่ คำสอนของเขายังมีอยู่ …

…คนไม่เห็นปัญหาแก้ไม่ได้ แต่คนที่เห็นปัญหา คนที่รู้ปัญหา พอที่จะมั่นใจในทางออก ซึ่งมันแม้แต่บางทีเราก็ยังทำไม่ได้ แต่พอเรารู้ปัญหาแล้ว ตรงนั้นแหละจะเป็นที่ทำให้เกิดความมั่นใจเกิดขึ้นได้ ….ศรัทธาที่เกิดขึ้น ความมั่นใจที่เกิดขึ้น ก็อาศัยความทุกข์นั่นล่ะเป็นเหตุ เจอความทุกข์ ยกมือไห้วเลย มันดีเต็มที่แล้ว เพราะมันจะทำศรัทธาของเราให้ตั้งอยู่ได้…

…แสวงหาทางออก>>>ความทุกข์น้อยลง ความสุขมากขึ้น>>>กายระงับ จิตระงับ>>>สมาธิ >>เห็นตามที่เป็นจริง>>เห็นความไม่เที่ยง>>มีความหน่าย>>>คลายกำหนัด……พอคลายไม่ได้ยึดถือ ไม่ได้จับต้อง สภาวะแบบนั้น เขาเรียกว่าความหลุดพ้น หลุดออกจากอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ไอ้จิตที่หลุดออกจากอารมณ์ต่างๆ ไม่ข้องแวะ อาจจะรับรู้อยู่ รู้สึกอยู่ แต่ก็เป็นคนละส่วนกันไป พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบกับน้ำที่อยู่บนใบบัว มันอยู่ใกล้กันก็จริง แต่มันก็แยกกันไป ไม่ได้ข้องกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน สภาวะที่เป็นอย่างนี้เรียกว่าเป็นวิมุตต ความหลุดพ้น ความที่ไม่ข้องกัน ผู้ที่รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ นั่นน่ะคือความรู้ ความรู้ที่เกิดขึ้น จะทำให้ความมืดดับไป จะทำให้อวิชชาดับไป ความรู้นี้คือวิชชา อวิชชาดับไป ก็ทำให้จิตนั้นไม่ปรุงแต่งตามสิ่งที่มากระทบ….จิตนั้นไม่ต้องไปรับรู้สิ่งต่างๆ ภายนอกโดยความเป็นทุกข์อีกต่อไป ไม่ต้องไปรับรู้ทางตา ทางหู เพราะว่ามันหลุดพ้นกันไปแล้ว รับรู้อยู่แต่ไม่เกลือกกลั้ว ไม่ยึดถือสิ่งนั้นโดยความเป็นตัวตน บุคคลที่เป็นอย่างนี้ ก็อาศัยหูนี่แหละ เริ่มจากหูนี่แหละ เริ่มจากการที่เราฟังสิ่งต่างๆ ให้ปลูกศรัทธาลงไป……

ผู้ใดมีโสตประสาท ผู้นั้นจงปลงศรัทธาลงไปเถิด
Tagged on: