download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 22/8/2559

จะพูดถึงเรื่องหนึ่งในอริยสัจสี่ เรื่องที่สำคัญมาก เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าพูดบ่อยที่สุด สอนมากที่สุดใน ๔๕ ปี สอนเรื่องนี้ นั่นคือเรื่องของความทุกข์…

…จึงจะมาทำความเข้าใจก่อนว่า ขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ที่เราพูดถึง มันคืออะไร….มีเกณท์ที่พระพุทธเจ้าใช้วัด เขาเรียกว่าทุกขลักษณะ ลักษณะของความทุกข์ คือถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีลักษณะอย่างนี้ เราจะเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นความทุกข์ทันที อะไรบ้างที่มีลักษณะเป็นอย่างงี้ มีอยู่ ๓ อย่างลักษณะของความทุกข์ คือ…

๑. เป็นความทุกข์ เพราะมีลักษณะทนได้ยาก อะไรที่มีลักษณะที่ทนได้ยาก อันนั้นจะเป็นความทุกข์ทันที ทนได้ยากก็มีอยู่ ๒ นัยยะด้วยกัน คือหมายความว่า เราไม่ทนมัน ทนได้ยาก เช่นความเจ็บ ความร้อน…..นัยยะที่ ๒ ตัวมันเองทนอยู่ในสภาวะที่มันเป็นได้ยาก คือมันจะต้องเปลี่ยนสภาพของมัน……เช่น น้ำแข็ง>> น้ำ>>ก๊าซ…

๒. คุณลักษณะที่ ๒ ของทุกขลักษณะ ก็มีลักษณะการปรุงแต่งตัวมันเองและสิ่งอื่นไปพร้อมๆ กันในตัว…

๓. เป็นทุกข์เพราะมีลักษณะแห่งความแปรปรวนเป็นไปต่างๆ คือมันไม่เที่ยง อะไรที่มันไม่เที่ยง สิ่งนั้นมีลักษณะความเป็นทุกข์…

…ความทุกข์มีทั้งหมด ๗ อย่างด้วยกัน ลำดับแรกคือ ความเกิดเป็นทุกข์ ๒.แก่เป็นทุกข์ ๓. ตายก็เป็นทุกข์ ๔.ความโศก ความร่ำไร รำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นความทุกข์ ข้อที่ ๕. ก็คือ การระคนด้วยสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ข้อที่ ๖. การพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ข้อที่ ๗. คือปราถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้ดังหวังอันนี้ก็เป็นทุกข์…ใน ๗ ข้อนี้ ถ้าเราพูดรวมกัน ว่าทั้งหมดนี้ คืออะไร พระพุทธเจ้า ก็บอกว่าก็ขันธ์ ๕ นั่นแหละเป็นตัวทุกข์…

…..ถ้าเราเข้าใจความทุกข์แล้ว เราจะเข้าใจอริยสัจสี่ได้ เราเข้าใจอริยสัจสี่ได้ เราจะพ้นทุกข์ได้…….เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ พระพุทธเจ้าสอนบ่อยมาก เรื่องของความทุกข์ ว่าความทุกข์ ๗ อย่าง มันคือ

ความเกิด ความเกิดเป็นยังไง ออกจากครรถ์แม่นี่ก็เกิดแล้ว การก้าวลงสู่ครรภ์ ..การเกิดบางทีก็ผุดขึ้นมา อย่างเทวดา หรือว่าพวกที่เกิดในไข่ ยังรวมถึงการที่จิตของเราไปก้าวลงในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง …สภาวะมันเปลี่ยนแปลงไป เขาเรียกว่าการมาเกิดโดยยิ่ง ก็คือ เป็นสภาวะสภาวะหนึ่ง ที่เกิดขึ้นมา จิตของเราเข้าไปอยู่ในสภาวะนั้น หรือ ความที่เราเป็นสภาวะนี้ขึ้นมา อันนี้เขาเรียกว่าเป็นการเกิดเหมือนกัน>>>อย่างคนที่เปลี่ยนจากเด็ก ใช่มั้ย เปลี่ยนมาเป็นวัยรุ่น ก็พูดถึงลักษณะว่าเป็นการเกิดแบบหนึ่งขึ้นมา เป็นอีกภพหนึ่ง เป็นสภาวะหนึ่งขึ้นมา นี่คือการเกิด……

การแก่เป็นยังไงท่านผู้ฟัง ..ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความที่อายุมันสิ้นไปๆ เขาเรียกว่าความแก่…..อายุสิ้นไปปีนึง อย่างนี้เรียกว่าแก่แล้ว เพราะงั้นความแก่มันปรากฎอยู่ตลอด…..นิยามที่พระพุทธเจ้าให้ไว้คือ ความสิ้นไปสิ้นไปแห่งอายุหรือความที่แก่รอบแห่งอินทรีย์ต่างๆ…..

ความตาย ที่เราเข้าใจกัน ก็คือร่างกายนี่แตกดับตายไป ไม่มีลมหายใจสภาวะอย่างนั้น อันนี้คือลักษณะความที่มันทรงอยู่ไม่ได้ …การแตกแห่งขันธ์ หรือว่าการที่เคลื่อนที่ได้ สภาวะจิตที่เคลื่อน ที่ออกจากสภาวะใดสภาวะหนึ่ง อันนี้ก็เรียกว่าความตายก็ได้ อย่างเช่นเด็กเติบโตเป็นวัยหนุ่มสาว วัยหนุ่มสาวก็เป็นสภาวะใหม่ขึ้นมา ขณะที่ความเป็นเด็กนั้นก็ตายจากกันไปแล้ว ตรงนี้เขาเรียกว่าการจุตินั่นเอง การจุติก็คือการเคลื่อนออกจากสภาวะนั้นๆ อย่างพวกเทวดา…..การที่เราเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กเป็นวัยหนุ่มสาว ซากของเด็กมันไม่มี เปลี่ยนสภาพหมดเลยกลายเป็นวัยหนุ่มสาวไป ลักษณะนี้ก็เป็นการตายเหมือนกัน เรียกว่าจุติ เปลี่ยนแปลงจากจุดนี้ ไปเป็นอีกจุดหนึ่ง…

ความโศก ความร่ำไร รำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ……ความโศกความร่ำไรรำพัน คือสภาวะที่เราเจอที่ไม่น่าพอใจ สิ่งที่ทนได้ยาก มันก็มีความโศก ความร่ำไรรำพันเกิดขึ้น …คือการกระทบทางใจ ความทุกข์ใจที่อยู่ข้างในใจ ความทุกข์กายก็มี คือทนได้ยากที่เกิดขึ้จทางกาย..ความคับแค้นใจอันนี้ก็อันเดียวกัน เป็นสภาวะที่ถ้าเราเจอสิ่งที่เราไม่ชอบใจ สิ่งที่มันน่าคับแค้นใจ สิ่งที่เป็นทุกข์ ต้องไปเจอแล้วต้องไปพบ พวกนี้เป็นลักษณะของความคับแค้นใจ….

การระคนด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ..ต่างกับความโศก ความร่ำไรรำพัน ตรงที่ว่า การระคนด้วยสิ่งไม่เป็นที่รักเฉพาะเจาะจงในเรื่องของกาม เฉพาะเจาะจงเรื่องของตา หู จมูก ลิ้นและกาย ….มาทางกามวัตถุ และกิเลสกาม….

ข้อที่ ๖ ก็ตรงกันข้ามกันคือ ตรงข้ามในการที่เราเกิดความพลัดพราก ถ้าเราเจอสิ่งที่เราไม่ชอบใจก็ไม่ดี พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจ แหม! มันก็เป็นทุกข์ อันนี้ใช่เลย…ความพลัดพรากจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีทุกรูปแบบ หมายความว่า อาจจะเป็นบุคคลก็ได้ อาจจะเป็นสิ่งของก็ได้ ที่มากระทบทางตาทางหูเกิดขึ้นได้ ….

ส่วนข้อที่ ๗ นั้นเรียกว่า การปราถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง มันจะแตกต่างจากการระคนด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ตรงที่ว่า ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมหวังนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยกาม เป็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง พระพุทธเจ้าให้คำอธิบายตรงนี้ท่านผู้ฟัง บอกว่าอย่างเช่น คนที่ต้องการความหนุ่ม ปรารถนาว่าขอให้หนุ่มให้สาวอยู่ตลอด แต่ว่าการปรารถนานั้น มันจะไม่ได้สมหวัง โดยแค่ปรารถนาเอา ขอเอา อ้อนวอนเอา นึกเอา มันจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น……การปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง เป็นสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นทางใจเป็นสภาวะหนึ่งที่เป็นภวตัณหา…

..ใน ๗ ข้อนี้ถ้าเราจะรวบยอด อธิบายเป็นคำๆ เดียว พระพุทธเจ้าก็พูดถึงขันธ์ ๕ ขันธ์แปลว่ากอง ..กองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ….ในเรื่องขันธ์ทั้ง ๕ นี้คือการแบ่งในลักษณะที่จะอธิบายหมวดหมู่เป็นธรรมะ แต่ถ้าแบ่งในลักษณะที่ความทุกข์มันจะเกิดขึ้นกับเรา ก็แบ่ง ๗ อย่าง…..

…..ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจ พระพุทธเจ้าใช้คำว่ากำหนดรู้ การกำหนดรู้ การทำความเข้าใจเรื่องความทุกข์เนี่ยะ สำคัญมากๆ บางคนคิดว่า ความทุกข์เนี่ยะ ควรละ แป๊ด เข้าใจผิด สิ่งที่ต้องละไม่ใช่ความทุกข์ คุณจะหนีทุกข์ได้ ต้องเข้าใจความทุกข์ คุณจะหนีทุกข์ได้ ต้องละตัณหา ….หนีนี่ไม่ใช่ให้ละนะ แต่หนีเนี่ยะให้เข้าใจ หนีเนี่ยะเผชิญหน้ากับมัน ทำความเข้าใจในเรื่องความทุกข์ เพราะทำความเข้าใจในเรื่องความทุกข์แล้ว คุณจะหนีทุกข์ได้ หมายความว่าไง หมายความว่า ถ้าเราเข้าใจความทุกข์ในแง่มุมต่างๆใน ๕ แง่มุมนี้แล้ว คุณจะละไอ้เจ้าตัณหาได้ คุณจะเข้าใจความทุกข์ได้ แล้วคุณจะพ้นจากความทุกข์ได้ มันมีขั้นตอนอยู่ ไม่ใช่อะไร ไม่รู้อะไร ก็เอะอะปล่อยวาง เอะอะอะไรก็ปล่อยวาง นี่คือแบบไม่สนใจหรือเปล่า อันนี้เราต้องพิจารณาดูให้ดี เพราะว่าถ้าด่วนปล่อยวางเร็วเกินไป อาจจะเป็นการหนีปัญหานะ อาจจะเป็นการที่ไม่แยแสไม่สนใจนะ ปัญหาใหม่อาจจะเกิดขึ้น….

แต่ถ้าเราทำความเข้าใจของเรื่องความทุกข์อย่างถูกวิธี ว่าตัวความทุกข์ที่เราพูดถึงอยู่เนี่ยะ มันคืออะไร เข้าใจมัน ทำความเข้าใจ ทำความรู้อย่างทั่วถึง อย่างแจ่มแจ้ง….นั่นคือ ทุกข์ก็มี ความเกิดก็มี ความแก่ก็มี เป็นทุกข์ ความตายพวกนี้ ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ นี่คือข้อที่ ๑ … ๒. เหตุเกิดของมันคืออะไร อันนี้ต้องเข้าใจ..เหตุเกิดของมันก็คือตัณหานั่นเอง ตัณหาเป็นเหตุเกิดของความทุกข์ ตัณหาคือความอยาก มีตัณหาที่ไหน มีความทุกข์เกิดขึ้นทันที ที่นั่น มันไปติดกับอะไร มันเป็นความทุกข์ทันที…..แต่ถ้าไม่มีตัณหา สิ่งนั้นจะไม่เป็นความทุกข์กะเรา…ตัณหามันจะทำให้เรา เกิดความรู้สึกว่า นั่นของเรา นั่นมันอะไร นั่นมันทุกข์ ทุกข์ล่ะซิเป็นตัวเรา เอ้า!ซวยเลย……

…สิ่งอื่นๆ ก็เป็นสภาวะธรรมชาติของมันอยู่ตามปรกติ มีความเกิด มีความดับ มีความเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราไม่เอามาเป็นตัวของเรา มันจะเกิดเป็นความทุกข์ได้ไง มันก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของมันต่อไป…..แล้วจะดับทุกข์ได้ยังไงล่ะ ก็อย่างที่ว่า จะไม่ให้สิ่งนั้น มาเป็นความทุกข์ของเราได้ คือเราไม่มีตัณหา คือไม่ได้เอาสิ่งนั้นมาเป็นตัวเรา ของเรา ถ้าเราไม่เอาสิ่งนั้นมาเป็นตัวเรา ของเรา ไอ้สิ่งนั้นที่เราเรียกว่าเป็นความทุกข์เนี่ยะ มันก็จะไม่เป็นทุกข์ของเรา ก็คือไม่เป็นทุกข์นั่นเอง…..

…ทีนี้ผลของความทุกข์ที่สำคัญ มันจะเกิดได้ ๒ อย่าง ผลของความทุกข์ที่จะเกิด คือว่า บางคนเจอความทุกข์ ก็จะร่ำไห้คร่ำครวญ ทุบอกชกตัว ถึงความเป็นผู้มึนงงพร่ำเพ้อ ก็คือโดนทุกข์แทงเข้าไปเต็มๆกลางทรวงอก เจ๊บ เจ็บ ป๊วด ปวด ทุกข์อยู่อย่างนั้น นี่คือผลอย่างที่ ๑……อย่างที่ ๒ เราเลือกได้ ถ้าว่าเราเจอความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วล่ะ แล้วมีจิตที่ความทุกข์รวบรัดแล้ว ก็จะแสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่าใครหนอ ย่อมรู้วิธีเพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์นี้ ซักหนึ่งหรือสองวิธี นี่คือข้อที่ ๒ ……..เพราะงั้น เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ เราเลือกได้ว่า เราจะแสวงหาที่พึ่งภายนอกหรือไม่ หรือจะจมปลักอยู่ในกองทุกข์…..การแสวงหาภายนอกเป็นผลของความทุกข์ได้ คุณจะพ้นทุกข์ได้..ซึ่งที่พึ่งภายนอกก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ทำให้เรานั้นพ้นจากความทุกข์ได้ แล้วองค์ประกอบที่จะทำให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ พระพุทธเจ้าได้พูดถึงเรื่องอริยมรรคมีองค์แปด…..

….มีข้อนึงที่ข้ามมา คือความเป็นแตกต่างกันของความทุกข์ ..ลักษณะประมาณการให้ผลของมัน ก็จะมีอยู่ด้วย คือทุกข์ที่มีประมาณยิ่ง ทุกข์ที่มีประมาณน้อย ทุกข์ที่คลายช้า ทุกข์ที่คลายเร็ว….

…เพราะงั้นแง่มุมที่ถ้าเราเข้าใจเรื่องความทุกข์ในลักษณะ ๗ อย่าง ชื่อว่าเรา เข้าใจความทุกข์มากๆ เลย ถ้าเราเข้าใจความทุกข์ขนาดนี้แล้วเนี่ยะ คุณจะรู้ทันทีว่า โอ้! ทุกข์นี้มันไม่มีค่าเลย ที่จะต้องยึดถือเอาไว้นะ เราจะละตัณหาได้ คือเราจะละทุกข์ได้ เราต้องละตัณหา….เหมือนกับว่า มือเราเหนียวๆ ไปติดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด คุณจะเอามือแกะออกได้เนี่ยะ ก็ต้องทำให้กาวมันหมดสภาพนะ ไม่ใช่ไปทำลายสิ่งนั้น…ก็คือการที่เราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด…..เราทำตามมรรคแปด ตัณหาละไป คลายไป ความทุกข์นั้นมันก็จะละไป สิ่งนั้นมันก็จะเป็นไปตามสภาพ ตามธรรมชาติธรรมดาของมันอยู่แล้ว เราก็จะไม่ยึดถือนั่นเป็นตัวเรา …เราไม่ยึดถือว่าทุกข์นั่นเป็นของเรา เราก็ไม่ทุกข์อ่ะซิ ถูกต้อง…..ใจเราก็ส่วนหนึ่ง สิ่งนั้นมันมามันไป ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามการปรุงแต่งของมันไป แต่ว่าใจของเราไม่ไปทุกข์กะสิ่งนั้น เพราะเราไม่ยึดถือในสิ่งนั้น….

…คนที่ไม่ยึดถือในสิ่งใดๆ สิ่งนั้นก็จะไม่เป็นภัย จะไม่เป็นทุกข์แก่เรา พอเราเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ชื่อว่า เป็นผู้ที่จะพ้นจากความทุกข์ได้ พ้นให้มันสมบรูณ์ บริบรูณ์ จะทำความทุกข์ชนิดที่ว่าสนิทได้ คือคำว่าสนิท หมายความว่า เราแก้ที่เหตุ…..ถ้าจะไปดับตัวมัน โดยเหตุไม่แก้ เดี๋ยวเหตุมันหาเรื่อง มันมาได้ใหม่ มันก็จะไม่สนิท เราจะดับให้มันสนิท ด้วยการแก้ที่เหตุ เป็นการดับทุกข์ได้……

รอบรู้เรื่องทุกข์จะดับทุกข์สนิท
Tagged on: