download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 17/8/2559

…พระสูตรที่นำมาให้ฟังนี้ ไม่ใช่พุทธพจน์ล้วนๆ แต่เป็นคำของพระเจ้าปเสนทิโกศล ธรรมเจดียสูตร จริงๆเป็นโศกนาฎกรรม เป็นจุดจบของพระเจ้าปเสนทิโกศล..ธรรมเจดีย์นี้หมายถึงที่ระลึกถึง พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย หลังจากพระเจ้าปเสนทิโกศลกลับไปแล้ว บอกว่า ไอ้เนื้อความที่พระเจ้าปเสนทิโกศล มาบอกมาเล่า มาสนทนากันเนี่ยะ เรียกว่าเป็นธรรมเจดียสูตร เป็นเรื่องราวในการที่ระลึกถึงพระธรรม ….ระลึกถึงธรรมะจึงเป็นธรรมเจดีย์..เป็นการที่เราตั้งจิตไว้ ในการที่จะระลึกถึงพระธรรม จึงเป็นที่มาของพระสูตรนี้ อันนี้คือความแยบคายข้อที่ 1 ……ความแยบคายข้อที่ 2 เราจะเห็นการเยื้องกรายของพระราชา แล้วก็การเยื้องกรายความเป็นอยู่ของพระพุทธเจ้า ว่ามีความแตกต่างกัน…นั่นคือ ขณะตัวเองเป็นพระราชานะท่านผู้ฟัง ไปไหนก็ต้องมีลูกน้องตามไปด้วย ไม่เคยอยู่คนเดียวเลย แต่ก็ยังยินดีในความสงัด..เจอความเงียบ ความสงบ ก็จิตใจดีขึ้นมา เป็นความว่างตรงนี้ เพราะงั้นต่อให้คุณวุ่นวายขนาดไหนในชีวิตอ่ะ พอมาเจอว่างๆ เย็นๆสบายๆ ก็จิตใจก็ดีขึ้นมา นี่คือลักษณะของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่เกิดขึ้นตรงนั้น ทำให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ..ก็ไปหาพระพุทธเจ้า…

…พอประตูเปิด ก็เข้าไปกราบเท้าพระพุทธเจ้า นวด กราบลงมั๊บๆ..พระพุทธเจ้าก็ถามว่า มหาบพิตร ทำถึงขนาดนี้ ทำไมถึงทำการเคารพนอบน้อมการบูชาขนาดนี้ …เพราะอะไร พระพุทธเจ้าถาม….พอถามอย่างงี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ร่ายยาวเลย อันนี้จึงเป็นเนื้อหาหลักๆ สำคัญของพระสูตร ที่ว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลเคารพนอบน้อมพระพุทธเจ้า เคารพนอบน้อมพระธรรม เพราะอะไร ตรงนี้จึงเป็นธรรมเจดียสูตร ในการที่เราระลึกถึงพระธรรม เพราะอะไร….

….4 ข้อแรก เป็นการปรารภเพราะว่าเห็นว่าสาวกในธรรมวินัยนี้ เขาบวชกันตลอดชีวิต ..เห็นอยู่อย่างนี้ก็จึงเลื่อมใส มีความเลื่อมใส มีความมั่นใจว่า โอ้ พระผู้มีพระภาคเป็นสัมมาสัมพุทธะแน่ มีความเลื่อมใส มีความมั่นใจว่าพระธรรมเนี่ยะ เป็นสวากขาตธรรมแน่ สวากขาตธรรมก็คือ สิ่งที่พระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้ว มีความมั่นใจ มีความแน่ใจว่า หมู่แห่งผู้ฟังคำสอนเป็นผู้ปฏิบัติดีจริงๆ นั่นก็คือ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นสุปฏิปัณณะนั่นเอง ก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความมั่นใจ มีความแน่ใจ เพราะว่าข้อต่างๆ เหล่านี้….

…4 ข้อแรก เรื่องของสาวก ว่าสาวกนั้นประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ข้อที่ 2 นั้นก็เพราะได้เห็น สาวกนั้นมีความพร้อมเพรียงกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน..ข้อที่ 3 เพราะว่าเห็นสาวกนั้นมีอินทรีย์ผ่องใส มีวรรณะงาม เนื่องจากว่าคงจะรู้คุณวิเศษใดซักอย่างใดอย่างหนึ่งในธรรมะวินัยนี้ ..ข้อที่ 4 มีการเงียบเสียง…

..ส่วนอีก 4 ข้อถัดมา ก็เป็นลักษณะที่พระพุทธเจ้าเนี่ยะ แสดงธรรมแก่เหล่ากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะอื่นๆ ให้มีความอาจหาญร่าเริง แล้วก็บวช…

…ถัดมาในข้อที่ 9 ก็พูดถึงความที่ลูกน้องของตัวเอง..พวกช่างไม้..แสดงความเคารพในพระพุทธเจ้ามากกว่าการแสดงความเคารพในตัวเอง….นอกจากนี้ ก็ยังมีอายุเท่ากัน เป็นชนชั้นกษัตริย์เหมือนกัน เป็นชาวโกศลเหมือนกัน…

…เพราะงั้น 4 ข้อถัดมาเนี่ยะ ก็ปรารภพระพุทธเจ้า เราจะเห็นว่า 4 ข้อแรกปรารภพระสงฆ์ 4 ข้อถัดมาก็ปรารภเรื่องของพระธรรม การแสดงธรรม และก็ 4 ข้อถัดมา ก็ปรารภเรื่องพระพุทธเจ้า..ทำให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างนี้..ตรงนี้จึงเป็นเจดีย์….พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ตรงเนี๊ยะเป็นธรรมเจดียสูตร…พอพูดอย่างนี้แล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็กลับ…ตรงนั้นล่ะเป็นจุดจบของพระเจ้าปเสนทิโกศล…

…เราจะเห็นว่าแม้แต่พระราชา ซึ่งตอนนั้นครองตำแหน่งพระเจ้าจักรพรรดิ์อยู่ ยิ่งกว่าพระราชาทั่วๆ ไป ก็มาพบจุดจบด้วยเรื่องของความโกรธเกลียดเครียดแค้น นี่แหล่ะ ที่ผูกอาฆาตฝังมาตั้งแต่สมัยตอนที่ตัวเองทำอะไรไม่ดีเอาไว้ ตอนที่ยังเป็นหนุ่มอยู่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของกรรม ก็คงจะหนีเรื่องของกรรมไม่พ้น….แต่คนที่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าใจเรื่องกรรมแล้ว จะไม่เห็นว่า กรรมนั้นเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร คือยิ่งใหญ่อยู่ แต่ไม่กลัวกรรม เพราะว่าได้สร้างกรรมดีเอาไว้….

ธรรมเจดีย์ คือพระวาจาเคารพธรรม,จุดจบของพระเจ้าปเสนทิโกศล
Tagged on: