download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 16/8/2559

…. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ซบศรีษะลงที่เบื้องบาทของพระผู้มีพระภาค ทรงจูบที่เท้า และทรงนวดที่เท้าด้วยมือของพระองค์ และทรงกล่าวสรรเสริญพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล”

ในที่นั้นพระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “มหาบพิตร มหาบพิตรทรงเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงทรงกระทำการเคารพนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง เห็นปานนี้ ในสรีระนี้ จะทรงแสดงอาการฉันมิตร”
ในที่นั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลขึ้นว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันมีความเลื่อมใสในพระธรรม ในพระผู้มีพระภาคว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคปฏิบัติดีแล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ประพฤติพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัดได้สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง สมัยอื่นสมณพราหมณ์พวกนั้นก็กลายเป็นผู้อาบอย่างดี ลูบทาอย่างดี แต่งผมแต่งหนวด อิ่มเอิบเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้าให้เขาบำเรออยู่ ส่วนภิกษุในธรรมะวินัยนี้ หม่อมฉันเห็นประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบรูณ์จนตลอดชีวิต จนกระทั่งหมดลมหายใจ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันไม่เห็นพรหมจรรย์อื่นที่บริสุทธิ์บริบรูณ์อย่างนี้ นอกจากพรหมจรรย์นี้ นี้แหละ เป็นข้อสังเกตุของหม่อมฉันในพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อนี้ก็เป็นความเลื่อมใสในพระธรรม ในพระผู้มีพระภาคของหม่อมฉันว่า พระผู้มีพระภาค เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระธรรมเป็นสาวกขาตะ และสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นสุปฏิปัณณะ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้ออื่นยังมีอีก พระราชาก็ยังวิวาทกับพระราชาด้วยกัน กษัตริย์ก็ยังวิวาทกับกษัตริย์ แม้พราหมณ์ก็ยังวิวาทกับพราหมณ์ คฤหบดีก็ยังวิวาทกับคฤหบดี มารดาก็ยังวิวาทกับบุตร บุตรก็ยังวิวาทกับมารดา บิดาก็วิวาทกับบุตร บุตรก็ยังวิวาทกับบิดา พี่น้องชายก็ยังวิวาทกับพี่น้องหญิง พี่น้องหญิงก็ยังวิวาทกับพี่น้องชาย แม้สหายก็ยังวิวาทกับสหาย ส่วนในพรหมจรรย์นี้ หม่อมฉันเห็นภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เบิกบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน เข้ากันได้สนิทดั่งน้ำเจือกับน้ำนมสด มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กันเป็นอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันไม่เห็นบริษัทอื่น ที่จะพร้อมเพรียงกันถึงขนาดนี้ นอกจากบริษัทนี้ แม้นี้ก็เป็นความเลื่อมใสในธรรมะ ในพระผู้มีพระภาคของหม่อมฉัน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้ออื่นยังมีอีก หม่อมฉันเที่ยวไปเนืองๆ จากอารามนี้สู่อารามนั้น จากสวนนี้สู่สวนนั้น ได้เห็นสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ซูปผอมเศร้าหมอง ผิวพรรณทราม ผอมเหลือง สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เห็นจะไม่ประสงค์มองดูใครเสียเลย หม่อมฉันก็มีความคิดว่า ท่านพวกนี้คงฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์เป็นแน่ หรือมิฉะนั้นก็ยังมีบาปอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านเหล่านี้ทำแล้วปกปิดไว้ จึงเป็นผู้ซูปผอม เศร้าหมอง ผิวพรรณทราม ผอมเหลือง ตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ราวกับไม่ประสงค์ไม่มองดูใครเลย หม่อมฉันจึงเข้าไปหาแล้วถามว่า เหตุใดจึงเป็นดังนั้น ท่านเหล่านั้นก็ตอบว่า ข้าแต่มหาราชะ พวกเรามีโรคมาอันเนื่องมาเป็นเผ่าพันธุ์ ดังนี้ ส่วนภิกษุในธรรมะวินัยนี้ หม่อมฉันเห็นท่านร่าเริงและรื่นเริงส่อความรู้สึกภายในใจอันสูงขึ้น และสูงขึ้น มีรูปน่าปลื้มใจ มีอินทรีย์ชุ่มชื่น มีความขวนขวายน้อย มีขนอันตกราบ คือไม่สะดุ้งกลัว มีชีวิตเป็นไปด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจอ่อนโยน หม่อมฉันเห็นแล้ว มีความคิดว่า ท่านเหล่านี้คงรู้คุณวิเศษอันโอฬารในศาสนาของพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นกว่าเก่าๆเป็นแน่ จึงเป็นดังนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้นี้ก็เป็นความเลื่อมใสในธรรมะ ในพระผู้มีพระภาคของหม่อมฉัน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้ออื่นยังมีอีก หม่อมฉันเป็นกษัตริย์ผู้ได้รับมธุราภิเษกแล้ว มีอำนาจพอเพื่อให้ฆ่าคนที่ควรฆ่า ให้ริบคนที่ควรริบ ขับคนที่ควรขับก็จริง แต่เมื่อนั่งวินิจฉัยคดี ชนทั้งหลายยังอึกทึก กลบเสียงหม่อมฉันเสียเป็นระยะๆ หม่อมฉันจะห้ามว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลบเสียงของเราผู้นั่งวินิจฉัยคดีให้ตกไปเป็นระยะๆเลย จงรอให้เราจบถ้อยคำของเราเสียก่อน ดังนี้ ก็ไม่ไหว เขาเหล่านั้นก็ยังคงอึกทึกกลบเสียงหม่อมฉัน เสียโดยดังกล่าว ส่วนภิกษุในธรรมะวินัยนี้ หม่อมฉันเห็นไม่มีเสียงจาม หรือเสียงไอเลย ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรมแก่บริษัทผู้นั่งฟังหลายร้อยที่ล่วงมาแล้วแต่หลัง เมื่อพระผู้มีพระภาค แสดงธรรมแก่บริษัทจำนวนหลายร้อยถ้าสาวกคนหนึ่งคนใดในที่นั้นไอขึ้น เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ก็จะกระทบเข่าด้วยเข่า เพื่อให้รู้สึกว่า ท่านจงมีเสียงน้อย ท่านอย่ากระทำเสียงดัง พระผู้มีพระภาคศาสดาของพวกเรา กำลังแสดงธรรม ดังนี้ หม่อมฉันมีความคิดว่า น่าอัศจรรย์จริงๆ ไม่เคยมีเลย บริษัทที่มีความเรียบร้อยอย่างนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาสตราเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันไม่เห็นบริษัทอื่นที่เรียบร้อยอย่างนี้ นอกจากบริษัทนี้ แม้นี้ก็เป็นข้อสังเกตุของหม่อมฉัน เป็นความเลื่อมใสในพระธรรม ในพระผู้มีพระภาคของหม่อมฉัน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อีกประการหนึ่ง หม่อมฉันได้เห็นขัตติยบัณฑิต พราหมณ์บัณฑิต คฤหบดีบัณฑิต หรือสมณบัณฑิตบางพวกในโลกนี้ มีปัญญาเฉียบแหลม ชำนาญการโต้วาทะ มีความเชี่ยวชาญ ดุจนายขมังธนู ผู้สามารถยิงถูกขนทราย ดูเหมือนเที่ยวทำลายความเห็นของผู้อื่นด้วยปัญญาของตนเท่านั้น บัณฑิตเหล่านั้นได้ยินข่าวว่า พระสมณโคดม จะเสด็จแวะบ้านหรือนิคมชื่อโน้น ก็ตระเตรียมปัญหา และอวดอ้างว่า เราจะเข้าไปถามปัญหานี้แก่พระสมณโคดม ถ้าเธอถูกถามแล้ว ตอบอย่างนี้ เราจะหักล้างวาทะของเธอนั้น ด้วยวาทะอย่างนี้ๆ แม้ถ้าเธอถูกถามแล้ว ตอบอยู่อย่างนั้นๆ เราก็จะหักล้างวาทะของเธอด้วยวาทะอย่างนี้ๆ ครั้นเขาเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจริงๆพระผู้มีพระภาคย่อมชี้แจงให้เห็นชอบ ให้ลงใจเชื่อ ให้มีความอาจหาญ ให้ร่าเริงธรรมิกคาถา ท่านบัณฑิตเหล่านั้น เลยไม่ถามปัญหา ไฉนนจะได้ข่มขี่วาทะเล่า ย่อมพากันเข้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคโดยแท้ และบางพวกขอโอกาสเพื่อบรรพชา ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว พระผู้มีพระภาคก็บรรพชาให้ บัณฑิตเหล่านั้นเป็นบรรพชิตแล้ว หลีกออกจากหมู่ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ ก็ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งที่สุดแห่งการปฏิบัติ อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า อันเป็นประโยชน์ที่ปราถนาของเหล่ากุลบุตร ผู้ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนโโยชอบ ในภพปัจจุบัน อันตนเห็นอยู่แล้วนี้ แล้วตั้งอยู่ในธรรมนั้นได้ ท่านเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราไม่ขยี้หัวใจของเราอีกต่อไปแล้ว จริงอยู่ เมื่อก่อนเราไม่เป็นสมณะ ก็ปฏิญญาตนว่าเป็นสมณะ ไม่เป็นพราหมณ์ ก็ปฏิญญาตนว่าเป็นพราหมณ์ ไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ปฏิญญาตนว่าเป็นพระอรหันต์ แต่บัดนี้เล่า เราเป็นสมณะ คือผู้สงบ เราเป็นพราหมณ์ คือผู้ลอยบาป เราเป็นพระอรหันต์โดยแท้ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้นี้ก็เป็นข้อสังเกตุของหม่อมฉัน เป็นความเลื่อมใสในธรรมะ ในพระผู้มีพระภาคของหม่อมฉัน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้ออื่นยังมีอีก มีช่างไม้สองคน ชื่ออสิตันตะและบุราณะ ทั้งสองนายนี้ กินข้าวของหม่อมฉัน ใช้ยวดยานพาหนะของหม่อมฉัน หม่อมฉันให้เบี้ยเลี้ยงชีพ ให้ยศศักดิ์แก่เขา แต่เขาจะมีความเคารพในหม่อมฉัน เท่าที่มีในพระผู้มีพระภาคก็หาไม่ เรื่องเดคยมีมาแล้ว คือหม่อมฉันยกกองทัพออกไปกำจัดข้าศึก เมื่อจะทดลองช่างไม้สองคนนี้ จึงเข้าไปพักในที่คับแคบแห่งหนึ่ง เคยเห็นกันได้โดยใกล้ชิด เขาทั้งสองฆ่าเวลาด้วยการสนทนาธรรมเกือบค่อนรุ่ง แล้วนอนหันศรีษะไปทางทิศที่เขาได้ยนว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ เหยียดเท้ามาทางหม่อมฉัน พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันมีความรู้สึกว่า น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีเลย ช่างไม้ทั้งสองคน กินข้าวของเรา ใช้ยานพาหนะของเรา เราให้เบี้ยเลี้ยงชีพ และให้ยศศักดิ์แก่เขา แต่เขาหามีความเคารพในเราเท่าที่เขามีในพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ ชะรอยทั้งสองคนนี้ จะรู้ถึงคุณวิเศษอันโอฬารในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพิ่มขึ้นๆเป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้นี้ก็เป็นข้อสังเกตุของหม่อมฉัน เป็นความเลื่อมใสในธรรมะ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าของหม่อมฉัน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ หม่อมฉันก็เป็นกษัตริย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นชาวโกศล หม่อมฉันก็เป็นชาวโกศล พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระชนมายุ 80 ปี หม่อมฉันก็มีพระชนมายุ 80 ปี ด้วยเหตุนี้เอง หม่อมฉันจึงควรทำความเคารพอย่างยิ่งในพระผู้มีพระภาคเจ้า ควรแสดงอาการเป็นดั่งมิตร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอทูลลาไป ณ บัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียกิจมาก……..

…”ภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าปเสนทิโกศลพระองค์นี้ ตรัสธรรมเจดีย์ คือพระวาจาเคารพธรรม ทรงลุกจากที่ประทับนั่งแล้ว เสด็จหลีกไป ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเรียนธรรมเจดีย์นี้ไว้ จงทรงจำธรรมเจดีย์นี้ไว้ ธรรมเจดีย์นี้ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์”…..

คำพุทธ: ธรรมเจติยสูตร ว่าด้วยธรรมเจดีย์
Tagged on: