download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 15/8/2559

“สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไปสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นความสุข ดังนี้”

…คำว่าระงับสังขารเหล่านี้เสียได้ มันไม่เหมือนการที่สังขารทั้งหลายเหล่านั้นมันดับไป…อย่างสมมุติคนตายอย่างเงี๊ยะ คนตายคือดับไปแล้ว แต่ถ้าเราเข้าใจไปว่าเป็นการที่สังขารสงบระงับ อันนี้ยังไม่ถูก เพราะว่าสังขารคือการปรุงแต่งของจิต ที่ปรุงแต่งให้จิตต้องไปก้าวลงในสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้าเชื้อของมันยังมีอยู่ มันก็จะมีการไปเกิดใหม่ได้ อย่างเช่นน้ำเป็นไอน้ำ…การที่มันเป็นสภาวะใหม่ เดี๋ยวมันก็ต้องดับจากสภาวะนั้น ที่ดับจากความที่เป็นเมฆ เป็นไอน้ำ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงกลั่นตัวมาเป็นน้ำอีกเหมือนเดิม. ….เพราะงั้นไอ้ความดับของสังขารเนียะ มันไม่เหมือนกับความสงบระงับของสังขาร สภาวะที่สังขารจะต้องมีการสงบระงับ อย่างเราพิจารณาเห็นลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอยู่อย่างนี้ ความสงบระงับของสังขารทั้งหลาย คือความที่การเกิดก็ไม่มี การดับก็ไม่มี เป็นสภาวะที่สงบระงับ….

…คือถ้ามันดับไปแล้ว มันก็จะต้องไปเกิดใหม่ การดับเกิด เกิดดับ ดับๆ เกิดๆ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ยังไม่สงบระงับ ยังมีการเปลี่ยนแปลง ยังมีขึ้นๆ ลงๆ อยู่…แต่ว่าการสงบระงับจริงๆ นั้น หมายความว่า ดับแล้ว ไม่มีเชื้อที่จะไปเกิดใหม่เหลืออยู่นั่นเอง….

…พระพุทธเจ้าพูดคำนี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าได้ปรารภเหตุที่ท่านพระอานนท์ได้ถาม ถึงความที่ว่า เมืองกุสินารา ที่ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นเมืองกิ่ง เมืองดอน เมืองน้อย….

…พระพุทเจ้าอธิบายคำพูด ที่พูดถึงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป ก็ปรารภเหตุเมืองนี้แหล่ะ ว่าเมืองนี้สมัยก่อนเป็นเมืองหลวงของพระเจ้าจักรพรรดิ์ ที่ชื่อว่าพระเจ้ามหาสุทัศน์ เมืองชื่อว่ากุสาวดี …เป็นเมืองที่ใหญ่มาก..กลับเป็นเมืองที่ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรในสมัยนั้น….คือบอกให้ทราบว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้นเนี่ยะ ทั้งหมดได้ล่วงไปหายไป แปรปรวนไปสิ้นแล้ว…

….ให้เราพิจารณาเห็นให้ได้ว่า ไอ้ที่มันเกิดแล้วมันดับเนี่ยะ มันมีอยู่ ไม่ใช่แค่เฉพาะข้างนอก แม้ในใจของเราจิตใจของเรา จิตใจความคิดความนึกในใจของเรา ที่เกิดขึ้นดับไป….เราจะมีความรู้สึกทางกาย..ความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น มีความรู้สึกเกิดขึ้นแล้ว มันก่็ดับไป อาจจะตั้งอยู่บ้าง มันก็ไม่ได้อยู่ตลอด…ไอ้ความที่มันเกิดขึ้นดับไปนี่แหละ พิจารณาให้เห็นให้ดี นะว่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา เราเห็นอย่างนี้แล้วให้รู้เลย ให้รู้เลยว่า สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งที่เป็นอนัตตา ก็คือ หมายถึงสิ่งที่มันมีคว่ามเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ถ้ามันมีเหตุของการที่จะให้รู้สึก มันก็รู้สึกได้ ถ้ามันจะมีเหตุให้การที่จะรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุต่างๆ เหล่านั้น เหตุเหล่านั้น บางทีเราอาจจะควบคุมได้ บางทีเราอาจจะควบคุมไม่ได้…..

…เช่นการที่เซลล์ต่างๆในร่างกายมันจะเก่า มันจะเสื่อมลง อันนี้ควบคุมไม่ได้ ก็เป็นไปตามจังหวะชีวิต ตามจังหวะวงรอบของเซลล์ต่างๆเหล่านั้น…แตกมากๆ เสื่อมมากๆเข้า ทรงอยู่ไม่ได้ ร่างกายก็แตกจากกันดับ ก็คือความตาย เกิดขึ้นเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ที่บางทีเราก็ควบคุมได้ บางทีเราก็ควบคุมไม่ได้ สิ่งเหล่านี้แหละ ที่เรียกว่าเป็นอนัตตา…..การที่เราควบคุมมันไม่ได้ 100% นี่แหล่ะ มันไม่ใช่ของเรา….ในเมื่อเรารู้แล้วว่า ไม่ควรว่าจะเห็นว่าเป็นของเราเนียะ เราก็ควรจะวางมันเสีย วางในที่นี้ ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ว่าคำว่าวางในที่นี้ หมายความว่าไม่ยึดถือเอาไว้ ไม่ยึดถือด้วยสิ่งนั้นด้วยความเป็นตัวตน…..

….บางคนอายุยังน้อยๆ ไม่ได้มากอะไร อยู่ในช่วงต้นของชีวิต ท่าทางจะต้องแข็งแรง มีสุขภาพดี วางแผนไว้ เตรียมไว้เพื่ออนาคต สุดท้ายป่วย เป็นโรคชนิดที่รักษาไม่หาย พอป่วยเป็นโรคชนิดที่รักษาไม่หาย ชีวิตที่วางแผนเอาไว้ อะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปหมด เหตุปัจจัยบางอย่างมันก็ควบคุมไม่ได้…..

….ไอ้ความที่จิตเข้าไปยึดถือเนี่ยะ มันเป็นโทษมาก ทำให้เรามีความทุกข์ความเดือดร้อน….แต่ถ้าเราอาศัยกายของเรา มันมีโทษอยู่อย่างนี้แหละ เห็นโทษของมันอยู่อย่างนี้ พิจารณาให้เห็นว่า มันไม่มีค่าอะไรที่จะต้องยึดถือเอาไว้เลย…เราจะสามารถวางความยึดถือในกายของเราได้ ไอ้ความยึดถือที่มันหลุดไป ลอกไป นี่แหละ มันจะเป็นคุณมหาศาล เพราะว่าจิตถ้าเผื่อว่ามีความยึดถืออยู่ มันก็จะทำความทุกข์ต่างๆมาให้เราอยู่…..ถ้าเผื่อว่า เราสามารถที่จะขูดลอกไอ้เจ้าตัวความยึดถือ ที่มันติดอยู่กับจิตของเราออกไปได้มากเท่าไหร่ ความสุขของเรา ความดีของเรา ความแจ่มจรัสในใจของเรา ก็จะเพิ่มมากขึ้น….

….เหมือนมือของเราถ้ามีกาวเหนียวอยู่ ไปแตะอะไรมันก็ติดหมด. ..มือที่มีกาวน้อยลงๆ ความเหนียวของกาวลดลงๆ การที่มันจะไปติดกับสิ่งอะไรอีก มันก็จะน้อยลงๆ จิตใจของเราที่มีความยึดถือน้อยลงๆ พอเราเห็นความเกิดขึ้น ความเสื่อมไปสิ่งต่างๆ ให้เห็นด้วยปัญญาชัดเจนว่า โอ๊ะ! อันนี้ไม่ควรจะยึดถือเอาไว้….ไอ้ความยึดถือในจิตที่น้อยลงๆ จิตเราก็จะสูงขึ้นๆ…..มันเป็นเรื่องที่จะพาเราไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้…

…ร่างกายนี้เป็นของรังโรค เป็นของที่เกิดมาแค่ชั่วปั๊ปๆแป๊ปๆ เหมือนเมล็ดฝนที่หยดลงบนน้ำ… มันจะเกิดเป็นฟองขึ้น..ฟองที่เกิดขึ้น แค่วินาทีเดียวมันก็หายไป…พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับอายุมนุษย์นี่แหละ ว่ามันสั้นนิดเดียว มีความเป็นไปแค่แป๊ปเดียว เป็นของที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มันเสื่อมตั้งแต่เกิด

…การร่ำไห้ คร่ำครวญ ทุบอกชกหัว นั่นแสดงถึงความที่ยังมีความยึดถืออยู่ ยึดถือในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เรายึดถือในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วมันดับไปอ่ะ เราจะมีความทุกข์มาก แต่ว่าถ้าเราตั้งสติเอาไว้ ให้เห็นว่า อ๋อ มันก็ดับไป เป็นธรรมดา….มันก็เป็นแค่สิ่งหนึ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งไปตามเรื่องตามราวของมัน….ไอ้เจ้าอุปปาทาน ความยึดถือ กิเลสตัณหาที่อยู่ในใจ มันจะลอกออกไปกับมันด้วย….

…ความเสื่อมไปที่เกิดขึ้น มันจะมีร่องรอยอยู่ที่จิตของเรา ร่องรอยที่มันจะทิ้งเอาไว้ จะเป็นร่องรอยแห่งความทุกข์ ความเผ็ดร้อน หรือว่าความเศร้าโศก อันนี้เราเลือกได้ หรือเป็นร่องรอยที่เจ้าตัณหา อวิชชา ความยึดมั่นถือมั่น ลอกออกไป อันนี้เราก็เลือกได้….อยู่ที่ว่าเรามีปัญญาหรือไม่ คนที่มีปัญญาจะเลือกได้ จะเลือกทางที่ดีได้….ทำไมเราจะต้องไปทุกข์กับสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะว่ามันมีความเป็นไปอย่างนั้นเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่จะต้องลอกออกไปด้วย ดับไปด้วย ให้มันตายไปด้วย นั่นคือ ความยึดถือในสิ่งนั้น….สิ่งเหล่านั้นเป็นของโลก เป็นของที่เกิดขึ้นในโลก มีมาในโลก เราก็คืนโลกเขาไปซะ ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่เราจะต้องไปยึดถือเอาไว้…..เมื่อไม่ยึดถือแล้ว ก็วางซะ วางแล้ว วางเลย วางแล้ว วางอีก วางแล้ว ทำให้คล่อง วางแล้วทำให้มาก…..ให้เป็นผู้ที่มีปัญญา เห็นอยู่อย่างเฉลียวฉลาดเฉียบแหลมว่า
“สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา บังเกิดแล้ว ย่อมดับไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นความสุข ดังนี้”

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
Tagged on: