download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 10/8/2559

…เนิน ภาษาบาลีเขาเรียกว่า อนังคณะ..กิเลสเพียงดั่งเนิน..ท่านพระมหาสารีบุตรได้พูดถึงคน 4 จำพวกด้วยกัน คน 4 จำพวกนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีกิเลสกับกลุ่มที่ไม่มีกิเลส อีกสองกลุ่มหนึ่ง ก็คือ รู้ว่าตัวเองมีกิเลสหรือรู้ว่าตัวเองไม่มีกิเลส กับอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ไม่รู้ว่าตัวเองมีกิเลส และก็ไม่รู้ว่าตัวเองไม่มีกิเลส…โดยใช้เกณฑ์การแบ่ง 2 อย่าง แบ่งด้วยความมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสอย่างหนึ่ง หรืออย่างที่ 2 แบ่งโดยความรู้กับความไม่รู้…

…โดยทั่วไปจิตมีราคะ โทสะ โมหะกลุ้มรุม เวลาอะไรมากระทบก็ปรี๊ดปร๊าด เปรี้ยงปร้างขึ้น…อันนี้คือลักษณะของคนมีกิเลส…ส่วนคนที่ไม่มีกิเลส ไม่ใช่หมายความว่าเป็นพระอรหันต์นะ แต่หมายความว่า โดยปรกติแล้ว เวลาอะไรมากระทบก็ไม่ค่อยมีราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งขึ้นมา มักจะเฉยๆ นิ่งๆ ไป…

…ลักษณะคน 2 แบบก็ไม่เหมือนกัน อุปมาอุปไมยที่ท่านพระสารีบุตรเปรียบเทียบคือ คนที่มีโกรธง่าย คนที่ถูกราคะ โทสะ โมหะ กลุ้มรุมได้ง่าย..อันนี้ก็เปรียบเสมือนภาชนะสำริดที่ยังมีละออง ที่ยังมีสนิมอยู่…ส่วนที่ไม่มีกิเลส มีปรกติเขาเรียกว่ามีราคะ โทสะ โมหะไม่แก่กล้า ก็จะเปรียบเหมือนกับภาชนะสำริดที่ผ่องใส หมดจด…

…ส่วนอีกเกณฑ์นึงที่พูดถึงว่า ในการวัดแบ่งเกณฑ์คน 4 จำพวกนี้ พวกนึงก็คือรู้กับไม่รู้…พวกที่ไม่รู้ ถ้าจะเปรียบเทียบกับพวกที่มีกิเลสด้วยกัน พวกไม่รู้นี่แย่กว่า ทรามกว่า…ส่วนพวกที่รู้ว่าตัวเองมีกิเลส ก็จะดีกว่าประเสริฐกว่า…ในพวกไม่มีกิเลสด้วยกัน ไม่รู้ว่าตัวเองไม่มีกิเลส จะทรามกว่า แย่กว่า พวกที่รู้ว่าตัวเองไม่มีกิเลส พวกที่รู้ว่าตัวเองไม่มีกิเลส ประเสริฐกว่าพวกที่ไม่รู้…ดังนั้นความรู้ตรงเนี๊ยะ ก็หมายถึง สติ นั่นเอง…

…ส่วนพวกที่กิเลสไม่ค่อยกลุ้มรุม คือพวกที่มีราคะ โทสะ โมหะน้อย…จะแบ่งเป็นอีก 2 พวก..คือพวกที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น บางทีไม่รักษาให้ดี ไม่รู้ว่าตัวเองมีของดี ก็ไม่รักษา…เปรียบเสมือนภาชนะสำริดที่เขาขัดมาดีแล้ว แต่ว่ากลับไม่รักษาให้ดี…อันนี้ก็ไม่ดีตรงนี้ ไม่ดีเกี่ยวกับอะไร ไม่ดีเทียบกับคนที่เขารู้ >>>เขาก็จะรักษาเอาไว้อย่างดี รักษาความที่จิตเขาดีๆ อย่างนี้เอาไว้…ความที่เขามีสติ รู้ตัวรักษาเอาไว้นี่แหละ มันดี เหมือนภาชนะสำริดที่ขัดมาดีแล้ว แล้วก็รักษาไว้อย่างดี เก็บไว้อย่างดี…
…หรือเปรียบเทียบอีกกรณีนึง พวกที่มาบวช..พวกที่มีกิเลสมาก มีความพยศในใจสูง ปรากฎว่าไปอยู่กับพวกดีๆ ครูบาอาจารย์ที่ดี >>>>เหมือนกับภาชนะสำริดที่เปื้อน …เจ้าของเอามาขัด เอามาดู เอามาถู…คนที่ไม่ดีบวชมาอยู่กับคนดี ก็ดีขึ้นมาได้…กรณีที่ 2 คนไม่ดีมาบวชไปอยู่กับอุปัชฌาย์ที่ไม่ดี>>>>ภาชนะสำริดที่ขึ้นสนิม เจ้าของไม่เก็บงำให้ดี ก็ยิ่งขึ้นสนิมมากขึ้น…คนปรกติดีอยู่แล้ว แต่ว่าดันไปบวชกับอุปัชฌาย์ที่ไม่ดี ก็แย่ลง>>>ภาชนะสำริดที่ดี ตากแดดตากลม ก็ขึ้นสนิม…คนดีๆ ไปอยู่กับอุปัชฌาย์ที่ดี ก็ยิ่งดี >>>ภาชนะที่ดีอยู่แล้ว ยิ่งขัดก็ยิ่งดีขึ้นไป…

…ท่านพระสารีบุตร ได้พูดถึงคนที่ไม่รู้ตัวเองว่ามีกิเลสหรือไม่มีกิเลส…ความไม่รู้ตรงนี้ เป็นความเลวทรามกว่าพวกที่รู้….ความไม่รู้ก็จะทำให้เป็นเนิน เนินที่จะทำให้เราผ่านไปได้ยาก…กิเลสเป็นเพียงดั่งเนินที่ต้องข้าม มี 19 อาการด้วยกัน….3 อย่างแรกคือเรื่องของอาบัติที่เกิดขึ้นกับตัว…อย่างที่ 4 เรื่องการแสดงธรรม ว่าขอให้พระพุทธเจ้าปรารภเราเท่านั้น แล้วจึงแสดงธรรม…อย่างที่ 5 ขอให้ภิกษุทั้งหลาย แวดล้อมเราเท่านั้น แล้วเข้าบ้าน…ข้อที่ 6 พึงได้เสนาสนะหรือบิณฑบาตรในโรงฉัน…ข้อที่ 7 เรื่องการอนุโมทนา…8..9..10…เรื่องการแสดงธรรม..อีก 4 ข้อถัดมา คือการได้รับการเคารพนับถือบูชา…4 ข้อสุดท้าย เกี่ยวกับปัจจัยสี่อันเลิศ…นี่คือผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วไม่รู้จักรักษาจิต ก็จะเป็นอย่างที่ว่า…

…แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีผัสสะต่างๆ เกิดขึ้น อย่างนี้ ถ้ารู้จักรักษาอย่างดี มีการประพฤติสมณธรรม มีครูบาอาจารย์ที่คอยบอกสอน ให้เห็นภัยแม้ในโทษแม้เพียงเล็กน้อย..รู้จักเรียนพุทธพจน์ให้ถูกต้องทั้งอรรถะและพยัญชนะ ศึกษาธุดงควัตร ทำด้วย..ก็เหมือนกับภาชนะสำริดที่ไม่ว่าจะเก่า มีสนิมจับ หรือว่าไม่มีสนิมจับก็ตาม…แต่เอามาใช้ เอามาขัด เอามารักษาไว้อย่างดี ไอ้การที่เอามาขัด เอามารักษาไว้อย่างดีนั่นล่ะ มันทำให้ของที่แม้เก่า แม้แต่เศร้าหมองก็งามขึ้นมาได้ สะอาดขึ้นมาได้ ที่ดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งดีมากขึ้น…นี่คือสภาวะที่จะหลุดออกจากเนินได้ เป็นของดีได้…

…เวลาที่คนมีเครื่องขัดข้อง เปรียบเหมือนภาชนะสำริดที่ดูดี๊ดี แต่ข้างในใส่ซากศพเอาไว้ คนที่เปิดเห็น ก็ไม่อยากกิน…ในทางตรงข้าม ในภาชนะอย่างดี ใส่กับข้าวอย่างดี>>>คนที่อิ่มแล้ว ก็ยังจะคิดว่าต้องชิมซะหน่อย ว่ามันเป็นยังไง…และอธิบายว่า ไม่ว่าจีวรสีไหน อยู่บ้านหรืออยู่ป่า บิณฑบาตรหรือฉันอยู่ในที่รับนิมนต์ ห่มผ้าบังสกุลหรือผ้าคฤหบดี..ดีทั้งนั้น ถ้ามีการปฏิบัติดี เหมือนภาชนะสำริดที่ดี ที่มันเงางาม…

…ท่านพระมหาโมคัลลานะ>>>>แม้คนที่เขาปฏิบัติไม่ดี…มันถูกถากด้วยธรรมบรรยายพระสารีบุตร มันต้องสะดุ้งสะเทือนแล้ว มันจะอยู่ไม่ได้ ถูกถากอย่างนี้เลย เหมือนนายช่างไม้ ถากไม้ที่ไม่ดีออกไป ถากตรงนี้…เหลือแต่แก่นล้วนๆ ทำเป็นล้อรถได้อย่างดี มีความสมดุลอยู่ในใจ…ในทางตรงข้าม คนที่เขาดี ได้ฟังธรรมบรรยายนี้…เหมือนคนที่อาบน้ำมาดีแล้ว สระผมดีแล้ว เก็บดอกไม้ พวงดอกไม้มาใส่เศียรเกล้าไว้อย่างดี เต็มที่…

…คนเราบวชมาแล้ว หรือเราจะประพฤติสมณะนัยยะใดนัยยะหนึ่่ง ให้เอากิเลสดั่งเนินออกจากใจ ผัสสะใดๆ ที่เกิดขึ้น ถ้ามันจะทำความโกรธ ความไม่แช่มชื่น ให้เกิดขึ้นในใจของเรา พยายามที่จะรู้ตัวให้ได้ มีสติตั้งมั่นเอาไว้ ขูดเกลาสิ่งนั้นออกไป ทำความดี ความแช่มชื่นขึ้นมาในจิตใจของเราขึ้นได้…

กิเลสเป็นดั่งเนินที่ต้องข้ามไปให้ได้
Tagged on: