download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 3/08/2559

ระลึกได้เมื่อไหร่ก็ทำอีก ความที่เราบากบั่น ไม่ทอดธุระนี่ล่ะ เรียกว่าความเพียร บุคคลที่มีความเพียรรักษาอยู่ พยายามทำอยู่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป คือเรื่องของสติ สติเนี่ยะจะเกิดขึ้นได้…หมายความว่ามันก็ต้องมีกำลังพอสมควร กำลังที่จะเกิดขึ้นนี้ก็คือ อาศัยจากการที่เราค่อยๆบากบั่น ค่อยๆฝึกค่อยๆกระทำ เหมือนคนที่หัดขับรถ…เช่นเดียวกัน เวลาที่เราฝึก เราทำ เราต้องรู้จักสังเกตุ เราต้องรู้จักในการที่จะค่อยๆทำไป พอทำไปๆเนี่ยะ สติมันก็จะค่อยๆตั้งได้มากขึ้น…

..มาพิจารณาสังเกตุสังกาดูจิตของเราว่าไอ้บริเวณที่ตอนที่มันทำได้ ตอนที่จิตสงบไปเนี่ย ทำไมมันถึงทำได้ ทำถูก เราก็สังเกตุตรงนั้น พิจารณาตรงนั้น เราก็ทำอย่างงั้น ค่อยๆขายผล …พระพุทธเจ้าเปรียบตรงนี้เหมือนกับพวกอาหารที่กินนี่แหล่ะ คนที่เขาปรุงอาหารเป็นพ่อครัวเนี่ยะ เขาปรุงอาหารแล้ว เขาก็ต้องรู้จักสังเกตุรสชาดอาหาร >>เช่นเดียวกันอาหารในที่นี้ ก็เหมือนกับเวลาที่เราทำ เราปฏิบัติ คุณใส่ส่วนผสมอะไรลงไปล่ะ ใส่ซีอิ้ว ใส่น้ำปลา หรือว่าใส่เกลือ สิ่งต่างๆเหล่านี้ใส่ลงไปแล้ว ทำให้อาหารแต่ละประเภทเนี่ยะ ก็มีรสชาดแตกต่างกันไป มันก็กินอร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง เราก็ต้องดูว่าจิตของเราเนี่ยะ มันจะสงบ ความสงบความเย็นใจ ความที่มีสติตั้งขึ้นได้ นี่คือความที่คนกินเขาชอบ เราใส่ส่วนผสมส่วนประกอบอะไร เราต้งรู้จักสังเกตุ ความสังเตุ ความไม่ทอดธุระ ตรงนี้คือความเพียร ……สติตรงเนี่ยะเรียกว่าเป็นกำลัง เขาเรียกว่าเป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง อินทรีย์ในที่นี้คือความเป็นใหญ่ ความเป็นใหญ่ที่คุณพอจะอาศัยได้ตรงนี้ไม่ใช่หมายความว่า ไมมีความคิดนะ ความคิดอาจจะมี ความคิดที่หลีกออกจากกาม ความคิดที่ไม่พยาบาท ความคิดที่ไม่เบียดเบียน สติที่พอจะอาศัยได้ เมื่อสิ่งที่ไม่ดีมากระทบก็พอจะเป็นเครื่องที่ระวังรักษาจิต ไม่ให้มันมีอกุศลธรรมเกิดขึ้น มีวั๊ปปึ๊ป ก็สามารถละซะ สามารถวางได้ด้วยความรวดเร็ว สติตรงนี้เรียกว่าพอจะกินได้ อาศัยได้ เรียกว่าเป็นอินทรีย์คือสติ….

…สติของเรามันอยู่ที่ใจ ใจอยุ่ที่ไหน ใจอยู่ในกายนี่แหล่ะ อยู่ที่ไหน อย่าให้มันไปอยู่ที่ื่น ให้มันอยู่ในกาย ให้มันอยู่ในกาย สังเกตุดูรู้ลมหายใจอยู่ ทำงานอะไรก็ไม่เป็นไรล่ะ จะลืมตาจะหลับตาก็ไม่ว่า แต่ขอให้ตั้งสติของเราขึ้น ตั้งสติให้ดี ดูให้แจ่ม ให้มั่น การที่เราตั้งสติขึ้นอย่างนี้แล้ว สิ่งที่จะหวังได้เกิดขึ้นต่อไป พอมันเริ่มเป็นเนื้อเป็นหนังเป้นกลังขึ้นมา เราสามารถที่จะวางอารมณ์นั้นได้ วางอารมณ์นี้ได้ จะเข้าถึงความเป็นอารมณ์อันเดียว เข้าถึงความสามารถหลุดออกจากอารมณ์นั้น หลุดออกจากอารมณ์นี้ คือการที่เรารู้นะว่าอารมณ์นั้นๆมันเกิดขึ้น แสดงว่าคุณมีสติตั้งขึ้น อาจจะยังละไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่ขอให้ทราบก่อน ขอให้อย่างน้อยมีไม่ลืมลมหายใจ…

…เราทำไป ทำไป สิ่งที่เราจะหวังให้ตามมาได้ คือเราจะวางอารมณ์นั้นได้ เราจะหลุดออกจากอารมณ์นั้นได้ การที่เราวาง เราหลุด หลีกออกจากอารมณ์นั้นเนี่ยะ แสดงว่าเราไม่ขึ้นกับอารมณ์นั้นแล้ว เราเป็นผู้เดียว เป็นผู้ที่หลุดออกจากตรงนั้น หลุดออกแล้ว เป็นผู้ที่โดดเดี่ยว ผู้เดียวอยู่ตรงนั้น จิตที่โดดเดี่ยวเป็นผู้เดียว หลุดออกจากอารมณ์ต่างๆ มันจะเริ่มเป็นสมาธิ……

..คือมันเป็นขั้นตอนไปอย่างงี้ว่า มีสติแล้วไม่ใช่ว่าจะละได้เลย แต่มีสติรู้ในความโกรธที่เกิดขึ้น มีสติรู้ว่าฉันมีนิวรณ์ มีสติรู้ว่ามีความฟุ้งซ่าน มีสติรู้ว่ามีความโกรธ มีความเครียด อะไรต่างๆ รู้ตัวว่ามีอยู่ ไอ้การรู้ตัวรับทราบตรงนี้ นี่คือสตินะ เรียกว่าอย่างน้อยใจเรายังแบบไม่ลุ่มหลง ไม่ถูกกลืนกินโดยอารมณ์ความรู้สึกต่างๆเหล่านั้น …จิตใจอาจจะมีความอึดอัด ฟึดฟัด พยศ มีความเสพติดดิ้นรนอยู่บ้าง ซึ่งยังละไม่ได้ แต่ว่ามีสติขึ้นแล้ว อ้าว!ตั้งขึ้นไป ทำขึ้นไป ค่อยพยายามมากขึ้น สิ่งที่จะหวังได้ คือจิตนั้น หลุดออกจากอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆที่ไม่ดีเหล่านั้นได้ >>>>หลุดออกจากกัน อาจจะอยู่ใกล้กันอยู่ มีความรู้สึกอยู่ อารมณ์นั้นก็ยังอยู่ แต่ว่าไม่มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิต ….คือความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว ความที่จิตตั้งมั่นอยู่ อันนี้แหละคือสมาธิ ..สมาธิชนิดที่มีความคิดก็มี สมาธิชนิดที่ไม่มีความคิดก็มี…..

….เราใช้จิตที่เป็นสมาธิ เป็นอารมณ์อันเดียวเนี่ยะ ให้เห็นถึงความที่อะไรมันดับไปแล้วบ้าง สิ่งต่างๆเมื่อก่อนความรู้สึก ความนึกคิด มันเคยมีเคยผ่านมา มันก็ดับไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ไม่ใช่ไม่เที่ยงเฉพาะไอ้ความคิดความรู้สึกของเรา ที่มันเลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย แม้สิ่งอื่นๆดิน น้ำ ไฟ ลม ภูเขา ต้นไม้ พวกนี้ก็มีความไม่เที่ยงเหมือนกัน…ให้พิจารณาว่าแม้สังสารวัฏนี้ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลงไปของมัน ก็ด้วยอำนาจของอวิชชา แล้วก็ตัณหา เรียกว่ามีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ สัตว์โลกก็ท่องเที่ยวไปอย่างงี้…ไอ้การที่มันวนเวียน การหมุนตรงนี้เรียกว่าสังสารวัฏ แต่ว่าความดับของอวิชชามีอยู่ ความจางคลายไปของตัณหามีอยู่ ความดับไม่เหลือของอวิชชา คือความมืดมันดับไปได้ แม้ความมืดนั้นก็ดับได้ นี่แหล่ะ ที่เป็นสิ่งที่สงบระงับ เป็นธรรมที่สงบระงับของสังขารทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปซึ่งเครื่องร้อยรัด เป็นที่ดับไปซึ่งตัณหาต่างๆ ความดับไปความสิ้นไปของอวิชชา ความดับไปความสิ้นไปของตัณหาเนี่ย มันมี เราจะเห็นได้ด้วยการที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว นิงๆ ไม่ไหวติง ให้จิตเป็นอารมณ์อันเดียว พิจารณษให้เห็นถึงเจ้าความดับของความยึดถือ ความดับของเจ้าอวิชชาคือความไม่รู้ พอเราดับไปได้ เห็นความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยงของมัน จิตน้อมไปในจุดนั้น อันนี้เขาเรียกว่าเป็นปัญญา …

…ใครก็ตามที่มีจิตตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้แล้วด้วยความเพียร ด้วยอาการอย่างนี้ ระลึกแล้ว ระลึกแล้ว ด้วยสติ ด้วยอาการอย่างนี้ ตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นแล้ว ด้วยสมาธิ ด้วยอาการอย่างนี้ รู้ชัดแล้ว รู้ชัดแล้ว ด้วยปัญญา ด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลนั้นย่อมมีความมั่นใจ มีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ธรรมะเหล่าใดที่เราได้เคยฟังแล้ว ได้เคยได้ยินแล้วในกาลก่อน บัดนี้ เราถูกต้องธรรมเหล่านั้น แทงตลอดธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาด้วย….เราจะรู้ เราจะเห็น เราจะแจ่มแจ้ง อย่างชัดเจนเลยว่า ธรรมะที่เราเคยฟังมาทั้งหมด มันจะวิ่งเข้าหากันตรงนี้ มันจะมารวมยอดเป็นอันเดียวกัน…

…ความที่เราเห็นทั้งความไม่เที่ยง ความดับไปของเจ้าอวิชชา ตัณหาที่มันดับไปได้ มันเปลี่ยนแปลงไปได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นความมั่นใจ เป็นความมั่นใจ เป็นความเลื่อมใสอย่างยิ่งในคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ้่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา อะไรที่เกิดขึ้นแล้วไม่ดับไม่มี ..อะไรที่เคยมีมา สิ่งนั้นก็ดับไป อะไรที่มันยังไม่เคยมี สิ่งนั้นก็มีมา เราพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้แล้ว จะทำให้อินทรีย์ของเรา คือความแก่กล้าของจิตมันเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น บุคคลที่มีอินทรีย์แก่กล้ามากขึ้น มีความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเกิดขึ้น ความเชื่อ ความมั่นใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็จะเพิ่มขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านี้เราพัฒนา เราทดลอง ทำแล้วเห็นผล มีความมั่นใจ ความมั่นใจมากขึ้น ยิ่งเป็นกำลังใจให้มีการปฏิบัติ กำลังใจในการปฏิบัติ สติก็เพิ่มขึ้น สมาธิก็เพิ่มขึ้น ปัญญาก็เพิ่มขึ้น….

…เราสามารถทำใจของเราให้เป็นสมาธิ มีสติ เป็นอารมณ์อันเดียว มีสิ่งใดมากระทบ ก็ให้เรามีสติตั้งขึ้นไว้ ดีไม่ดีก็ตาม เรื่องของโลกอาจจะดีบ้าง ทุกข์บ้าง ก็เป็นธรรมดา มีปัญหาก็แก้กันไป ค่อยๆพูดค่อยจา มีความอดทนกัน…เราจะสามารถอยู่ในโลกนี้ได้ อย่างมีความสุข อยู่ในโลกชนิดที่ว่าเหนือจากการควบคุมของมัน ด้วยเป็นผู้ที่อยู่เหนือโลกนั่นเอง……

ผู้เหนือโลก
Tagged on: