download9

ออกอากาศทาง FM106 ในวันที่ 13/05/2559

…สังฆคุณ คือคุณของสงฆ์ สงฆ์หมายถึงหมู่ หมู่แห่งผู้ฟังคำสอน สงฆ์สาวก สาวกคือผู้ฟังคำสอน ของใคร ของพระผู้มีพระภาค หมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ก็เรียกว่าภควโต(ภะคะวะโต)สาวกสงฺโฆ(สาวะกะสังโฆ)ภควโต(ภะคะวะโต)ก็คือพระผู้มีพระภาค สาวกคือผู้ฟังคำสอน สงฆ์ก็คือหมู่ แสดงว่าไม่ใช่มีคนเดียว มีหลายคน ใช่ ต้องมีหลายคน เป็นหมู่แห่งผู้ฟังคำสอน…

..สุปฏิปนฺโน(สุปะฏิปันโน) สาวกสงฺโฆ (สาวะกะสังโฆ) คือหมู่ผู้ที่ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ที่ปฏิบัติดีแล้ว…อุชุปฺปฏิปนฺโน(อุชุปปะฏิปันโน) ภควโต (ภะคะวะโต) สาวกสงฺโฆ (สาวะกะสังโฆ) คือหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ที่ปฏิบัติตรงแล้ว…ญายปฏิปนฺโน(ญายะปะฏิปันโน) ภควโต (ภะคะวะโต) สาวกสงฺโฆ(สาวะกะสังโฆ) คือหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ที่ปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว….และสามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ คือหมู่ผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ไม่ใช่ทั่ๆไปนะ ฟังแล้วก็ปฏิบัติสมควรแล้วด้วย เพราะงั้นฟังเฉยๆแล้วไม่ได้ทำ ไม่ได้ปฏิบัติเนี่ยะ เขาก็ไม่เรียกว่า สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค..เพราะว่ามันจะต้องมี ปะฏิปันโนอยู่ตลอด ต้องมีการปฏิบัติอยู่อย่างตลอด ปฏิบัติเนี่ยะ ไม่ใช่ปฏิบัติทั่วๆไป ปฏิบัติดีด้วย ไมม่ใช่ปฏิบัติทั่วๆไป ปฏิบัติตรงด้วย ฟังแล้วเอามาปฏิบัติ ไม่ใช่ฟังแล้วเฉยๆ แต่ฟังแล้วเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ด้วย ปฏิบัติสมควรด้วย…….

…คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวได้ ๘ บุรุษ นี่แหละ คือหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ….ก็ได้เคยตรัสถึง คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวได้ ๘ บุรุษ จริงๆไม่ได้พูดถึงว่า คู่ ๔ คู่นะนี่คือโสดาบัน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล…..ข้าพเจ้าก็พยายามไปหาในพระไตรปิฎก แต่ก็ไม่ได้มีคำจำกัดความตรงนี้เอาไว้ แต่ว่าบทที่ต่อมาตรงนี้ ที่เราเคยได้ยินกันว่า อาหุเนยโย คือผู้ที่ควรแก่การคำนับ ปาหุเนยโย คือ ผู้ที่ควรแก่การต้อนรับ หมู่แห่งผู้ฟังคำสอนแล้ว ปฏิบัติแบบนี้แหล่ะเป็น ทักขิเณยโย คือผู้ที่ควรรับทักษิณาทาน หมู่แห่งผู้ฟังคำสอนแล้ว ปฏิบัติดีอย่างดีอย่างนี้ล่ะ เรียกว่าเป็นผู้ที่ควรทำอัญชลี เป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า…..

…เพราะงั้นถ้าเราจะแบ่งดู แบ่ง ๙ ส่วนเนี่ยะ ที่เราพูดถึงกันเนี่ยะ ตั้งแต่คำว่าสุปะฏิปันโน จนถึงคำว่าเป็นนาบุญของโลกเนี่ยะ ทั้งหมดได้ ๙ ข้อตรงนี้ ถ้าเราจะแบ่งส่วนแรกกะส่วนที่สอง….ส่วนแรก เราก็จะได้ ๔ ข้อแรก คือหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ปฏิบัติอย่างสมควร ก็ไม่ได้มีบอกไว้เป๊ะๆ ในบาลีในพุทธพจน์ ก็ไม่ได้มีบอกไว้เป๊ะๆ ว่า ปฏิบัติดีเนียะหมายความว่าไง ..คือพูดโดยรวม จะเป็นว่า หมู่แห่งผู้ฟังคำสอนที่ปฏิบัติ….

…..ที่จะเจอส่วนใหญ่ ก็คือส่วนที่เรียกว่าเป็นผล คือถ้ามีการปฏิบัติ ๔ อย่าง นี่คือส่วนแรกที่เราพูดถึง ก็จะทำให้เกิดผลอีก ๕ อย่างถัดมา..เรียกว่าเป็นผู้ที่ควรแก่การคำนับ ควรแก่การต้อนรับ ควรรับทักษิณาทาน ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ก็คือ ส่วนที่เริ่มจากอาหุเนยโย จนกระทั่งถึงส่วนที่เป็นนาบุญของโลก…๕ ข้อถัดมา ก็เรียกว่าเป็นส่วนที่ ๒ ซึ่งตรงส่วนที่ ๒ เนี่ยะ เราจะเจออยู่หลายๆที่เหมือนกัน ๔ ข้อแรก พูดถึงการปฏิบัติดี ตรง จนกระทั่งปฏิบัติสมควร ๔ ข้อแรกไว้ส่วนหัว…..ส่วนท้าย ก็พูดถึงการที่เป็นผลว่า เออ! ถ้าปฏิบัติอย่างนี้แล้วเนี่ยะ ควรจะต้องควรแก่การต้อนรับ ควรรับทักษิณาทาน เป็นนาบุญอันดี เป็นที่สุดตรงนี้……

….๕ อย่างเหล่านี้เป็นส่วนที่ ๒ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตรงนี้ตรงโน้นมากมาย โดยแยกส่วนแรกออกนะ แล้วก็เอาคุณธรรมอื่นๆอย่างเช่น ความเป็นโสดาบัน …เอาคุณธรรมความเป็นสกทาคามี….คุณธรรมความเป็นพระอรหันต์….แล้วก็เอาส่วนท้ายนี้เข้าไปติด เพราะงั้นจะเห็นว่า ไอ้สิ่งที่มาแทนกันได้เลยเรียกว่า สุปฏิปนฺโน(สุปะฏิปันโน) อุชุปฺปฏิปนฺโน(อุชุปปะฏิปันโน) ญายปฏิปนฺโน(ญายะปะฏิปันโน) สามีจิปฏิปนฺโน(สามีจิปะฏิปันโน) เนี่ยะ ที่ปฏิบัติดีแล้วอย่างดี อย่างรอบคอบ อย่างสมควรเนี่ยะ ก็เอาอย่างอื่นๆนั้นมาแทนได้…..เพราะว่ามีผลเหมือนกัน…เพราะงั้นไอ้ส่วน ๔ อย่างแรก บางทีก็เอาออก เอาความเป็นอริยะ ๔ อย่าง มาใส่เข้าไป บางทีก็เอาคุณสมบัติอื่นๆ เช่นอริยมรรคมีองค์แปด ….ม้าอาชาไนยที่มีคุณธรรม ๑๐ ประการ…ช้างอาชาไนย ที่เป็นผู้ที่รู้ฟัง รู้ประหาร รู้อดทน รู้ไป….

….แล้วปฏิบัติแบบไหนล่ะ จึงจะเรียกว่า อย่างน้อยที่สุด ที่จะเรียกว่า เป็นหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติได้….คือมีความมั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า….อย่างที่ ๒ ที่เราจะเกิดความศรัทธา ความมั่นใจขึ้น ก็คือ มีความมั่นใจในกระบวนการการปฏิบัติ..มีความมั่นใจในวิธีการ คือมีความมั่นใจในธรรมะ….เมื่อมีความมั่นใจในตัวอย่างที่เห็น..สัมมาสัมพุทธะ คือองค์แรก มีความมั่นใจในอนุพุทธะ คือคนที่ทำตามต่อๆกันมา ก็เป็นพุทธะได้นะ ก็สำเร็จได้ บรรลุได้ …เป็นพุทธะที่เป็นตัวอย่างจากสัมมาสัมพุทธะ เห็นพุทธะที่เป็นตัวอย่างจากอนุพุทธะ มีความมั่นใจแล้ว มีความมั่นใจว่าคนที่ทำสำเร็จก็มี นี่คือความมั่นใจในพุทธะเกิดขึ้น……กระบวนการก็เหมือนกัน เพราะถ้าเผื่อว่า มีแต่คนทำได้แล้วไม่มีเส้นทาง ไม่มีแผนที่ให้ …มันก็จะงงๆ ว่าเอ๊ะ!จะไปยังไง นี่เส้นทางก็มีให้ กระบวนการวิธีการก็บอกให้ทราบอยู่แล้ว ก็ทำได้นี่นา ก็จะมีความมั่นใจ…….คนที่ทำได้เขาก็มีมาแล้ว ตัวอย่างก็มี……

….จะทำให้มีความมั่นใจว่า เอ๊ะ!ถ้าฉันทำเนี่ยะ ก็ต้องได้เหมือนกันนี่นา นั่นคือลักษณะของความมั่นใจในสงฆ์ คือศรัทธาในสังฆะนั่นเอง …..หมู่แห่งผู้ฟังคำสอน คือสงฆ์เนี่ยะ ก็สามารถที่จะทำได้ ปฏิบัติได้….ก็ในเมื่อถ้าทำแล้ว ก็ต้องได้ผล ผลอย่างต่ำๆที่สุดที่จะต้องได้ ก็ต้องมีศีลล่ะเอ้า….

…เพราะงั้นตรงนี้สงฆ์นะท่านผู้ฟัง คำว่าศรัทธาอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหวในสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ก็คือความมั่นใจว่า ถ้าเราทำ เราก็ต้องได้ ความมั่นใจตรงนี้ มันอยู่ไม่ได้เลย มันจะต้องทำ….ทำแบบชนิดที่เรียกว่าเป็นสีลปตปรามาสจะไม่มี….ความมั่นใจทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิได้….มีความมั่นใจเต็มที่แล้วว่า วิธีการถูกต้อง ก็ไม่มีความเคลือบแคลง มีความมั่นใจ เพราะเห็นตัวอย่างที่ทำได้แล้ว..คือวิจิกิจฉาก็ไม่มี…..

…ไอ้การทำจริง แน่วแน่จริงเนี่ยะ คือความกล้าที่เกิดขึ้นในใจของเรา พอคนมีความมั่นใจ มันมีความกล้า พอกล้าแลวมันทำจริง พอทำจริงแล้วมันต้องได้ผล ไอ้ผลที่เกิดขึ้นนี่ล่ะ เขาเรียกว่าเป็นการปฏิบัติกี เป็นการปฏิบัติตรง เพื่อรู้ธรรมอันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ปฏิบัติอย่างสมควรแล้ว อย่างน้อยๆก็ต้องมีศีล….รู้แล้วจะมีความเบาใจ ความสบายใจ พอมีความเบาใจ ชื่นใจ สบายใจแล้ว จิตมันก็ตั้งมั่น มีความคงที่ มีความทรงตัว…จิตตั้งมั่นแล้ว มันก็จะเห็นชัด ตรงนี้จะเป็นลำดับของเรื่องของศรัทธา ใช่มั้ย มีความมั่นใจ มีความกล้า มีการทำจริง นี่คือวิริยะ พอมีศรัทธา มีการทำจริงแล้ว มันจะเกิดสติขึ้นได้…..ก็จะเกิดสิ่งที่เป็นสมาธิ จิตตั้งมั่นได้ เป็นจิตเป็นอารมณ์อันเดียว ก็จะมีปัญญา คือการเห็นชัดแจ้งชัดตามที่เป็นจริง….

…..เพราะงั้นคุณธรรม ๔ ข้อ ที่ว่าน้อยที่สุดเลย คือมีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีลอันเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า ซึ่งคุณธรรม ๔ ข้อนี้คืออะไร เรียกว่าเป็นผู้ที่ถึงแล้วซึ่งกระแส คุณไปตามทางแล้ว พอได้ศีลแล้วไงอ่ะ ก็ทำศีลได้ ก็จะไม่มีความร้อนใจ…..เพราะงั้นคนที่ทำแล้วอย่างดีเหมือนกับรับสิ่งที่เป็นของสวยงาม มาทูนไว้เหนือเศียรเกล้า แล้วปฏิบัติอย่างดีนี่แหล่ะ คือผู้ที่ปฏิบัติดีนะ มีความมั่นใจ ปฏิบัติดีไปเรื่อยๆ มันก็จะตรงทางล่ะ ทางนี้คือทางที่จะดับความทุกข์ได้ คนที่จะดับซึ่งความทุกข์ได้แล้วเนี่ยะ มันก็จะสามารถทำธรรมะที่สมควรแก่ธรรม….หมายความว่า เขาจะรู้ธรรมะอะไรที่สมควรกับการใช้ เวลาไหนๆ……คนที่รู้ว่าควรจะต้องปฏิบัติตามสถานะภาพ สถานกราณ์ของตนๆ ตามเวลานั้นๆ อันนี้เขาเรียกว่า เป็นการปฏิบัติสมควรแล้ว…

….คนที่รู้ขนาดนี้แล้ว มันไม่ทำ มันไม่ได้เลย ต้องปฏิบัติเลย ไม่ทำไม่ได้เลย ปฏิบัติได้แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือความที่ตัวเองมีศีล จะไม่มีความร้อนใจ มีความสบายใจ ผลต่างๆก็จะเกิดขึ้น บุคคลที่ปฏิบัติอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นผู้สงบก็ได้ คำว่าเป็นผู้สงบก็คือสมณะนั่นเอง บุคคลผู้ปฏิบัติอย่างนี้ จะเรียกว่าเป็นผู้ที่ลอยบาปแล้วก็ได้ ผู้ลอยบาปก็คือพราหมณ์ บุคคลที่ปฏิบัติอย่างนี้ จะเรียกว่าเป็นผู้ทำลายกิเลส ต่อยกิเลส ทำลายกิเลส ก็คือภิกษุนั่นเอง….จะโกนผมไม่โกนผม จะห่มเหลืองหรือไม่ห่มเหลืองก็ตาม…..


สังฆคุณ
Tagged on: