download9

๒. เรื่องพระมหากัสสปเถระ [๗๒]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระมหากัสสปเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อุยฺยุญฺชนฺติ” เป็นต้น.

ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าผู้จะเสด็จจาริก

ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระศาสดาทรงจำพรรษาอยู่ในกรุงราชคฤห์ รับสั่งให้แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “โดยกาลล่วงไปกึ่งเดือน เราจักหลีกไปสู่ที่จาริก.”
ได้ยินว่า การรับสั่งให้แจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “บัดนี้ เราจักหลีกไปสู่ที่จาริกโดยกาลล่วงไปกึ่งเดือน” ดังนี้ ด้วยทรงประสงค์ว่า “ภิกษุทั้งหลายจักทำกิจต่างๆ มีการระบมบาตรและย้อมจีวรเป็นต้นของตนแล้ว จักไปตามสบายด้วยอาการอย่างนี้” นี้เป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีพระประสงค์จะเสด็จจาริกไปกับพวกภิกษุ.
ก็เมื่อภิกษุทั้งหลายกำลังทำกิจต่างๆ มีการระบมบาตรเป็นต้นของตนอยู่. แม้พระมหากัสสปเถระก็ซักจีวรทั้งหลายแล้ว.

พวกภิกษุว่าพระเถระละญาติและอุปัฏฐากไปไม่ได้

พวกภิกษุยกโทษว่า “เพราะเหตุไร พระเถระจึงซักจีวร? ในพระนครนี้ ทั้งภายในและภายนอก มีมนุษย์อาศัยอยู่ ๑๘ โกฏิ บรรดามนุษย์เหล่านั้น พวกใดไม่เป็นญาติของพระเถระ พวกนั้นเป็นอุปัฏฐาก, พวกใดไม่เป็นอุปัฏฐาก พวกนั้นเป็นญาติ, ชนเหล่านั้นย่อมทำความนับถือ (และ) สักการะแก่พระเถระด้วยปัจจัย ๔, พระเถระนั้นจักละอุปการะมีประมาณเท่านั้น ไป ณ ที่ไหนได้ แม้หากพึงไปได้ ก็จักไม่ไปเลยจากซอกชื่อมาปมาทะ.
ดังได้สดับมา พระศาสดาเสด็จถึงซอกใดแล้ว ย่อมตรัสบอกภิกษุทั้งหลาย ผู้ควรที่พระองค์พึงให้กลับอีกว่า “เธอทั้งหลายจงกลับเสียแต่ที่นี้, อย่าประมาท” ซอกนั้นชาวโลกเรียกว่า “ซอกมาปมาทะ”, คำนั่น ภิกษุทั้งหลายกล่าวหมายเอาซอกมาปมาทะนั้น.

รับสั่งให้พระมหากัสสปกลับ

แม้พระศาสดาเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริกพลางดำริว่า “ในนครนี้ทั้งภายใน ทั้งภายนอก มีมนุษย์อยู่ ๑๘ โกฏิ อันภิกษุจะต้องไปในที่ทำการมงคลและอวมงคลของมนุษย์ทั้งหลายมีอยู่, เราไม่อาจทำวิหารให้เปล่าได้ เราจักให้ใครหนอแลกลับ.”
ลำดับนั้น พระองค์ได้ทรงมีพระปริวิตกอย่างนี้ว่า “ก็พวกมนุษย์เหล่านั้น เป็นทั้งญาติเป็นทั้งอุปัฏฐากของกัสสป, เราควรให้กัสสปกลับ.” พระองค์ตรัสกะพระเถระว่า “กัสสป เราไม่อาจทำวิหารให้เปล่าได้, ความต้องการด้วยภิกษุ ในที่ทำมงคลและอวมงคลทั้งหลาย ของพวกมนุษย์มีอยู่, เธอกับบริษัทของตน จงกลับเถิด.” พระเถระทูลว่า “ดีละ พระเจ้าข้า” แล้วพาบริษัทกลับ.
ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านเห็นไหมละ พวกเราพูดประเดี๋ยวนี้เองมิใช่หรือ? คำที่พวกเราพูดว่า ‘เพราะเหตุไร พระมหากัสสปจึงซักจีวร? ท่านจักไม่ไปกับพระศาสดา’, ดังนี้นั่นแลเกิด [เป็นจริง] แล้ว.”

ทรงชี้แจงเหตุที่พระมหากัสสปกลับ

พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายแล้ว เสด็จกลับประทับยืน ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกล่าวชื่ออะไรกันนั่น?” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “พวกข้าพระองค์กล่าวปรารภพระมหากัสสปเถระ พระเจ้าข้า” ดังนี้แล้ว กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดตามแนวความที่ตนกล่าวแล้วนั่นแล.
พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกล่าว (หา) กัสสปว่า ‘ข้องแล้วในตระกูลและในปัจจัยทั้งหลาย’, (แต่ความจริง) เธอกลับแล้ว ด้วยทำในใจว่า ‘เราจักทำตามคำของเรา (ตถาคต)’. ก็กัสสปนั่น แม้ในกาลก่อน เมื่อจะทำความปรารถนานั่นแล ก็ได้ทำความปรารถนาว่า ‘เราพึงเป็นผู้ไม่ข้องในปัจจัย ๔ มีอุปมาดังพระจันทร์สามารถเข้าไปสู่ตระกูลทั้งหลายได้’, กัสสปนั่นไม่มีความข้องในตระกูลหรือในปัจจัยทั้งหลาย, เราเมื่อจะกล่าวข้อปฏิบัติอันเปรียบด้วยพระจันทร์ และข้อปฏิบัติแห่งวงศ์ของพระอริยะ ก็กล่าวอ้างกัสสปให้เป็นต้น.”

พระศาสดาตรัสบุรพจริตของพระเถระ

ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระศาสดาว่า ก็พระเถระตั้งความปรารถนาไว้เมื่อไร? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. พวกเธอประสงค์จะฟังหรือ? ภิกษุทั้งหลาย.
พวกภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในที่สุดแห่งแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก” ดังนี้แล้ว ตรัสความประพฤติในกาลก่อนของพระเถระทั้งหมด ตั้งต้นแต่ท่านตั้งความปรารถนาไว้ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ.
บุรพจริตนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ให้พิสดารแล้ว ในพระบาลีอันแสดงประวัติของพระเถระนั่นแล้ว.

ตรัสเปรียบพระเถระด้วยพระยาหงส์

ก็พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพจริตของพระเถระนี้ให้พิสดารแล้ว จึงตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เพราะอย่างนี้แล เราจึงกล่าวข้อปฏิบัติอันเปรียบด้วยพระจันทร์และข้อปฏิบัติแห่งวงศ์ของพระอริยะ อ้างเอากัสสปบุตรของเราให้เป็นต้น. ชื่อว่าความข้องในปัจจัยก็ดี ตระกูลก็ดี วิหารก็ดี บริเวณก็ดี ย่อมไม่มีแก่บุตรของเรา. บุตรของเราไม่ข้องในอะไรๆ เลย เหมือนพระยาหงส์ ร่อนลงในเปือกตม เที่ยวไปในเปือกตมนั้นแล้ว ก็บินไป ฉะนั้น” ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

๒. อุยฺยุญฺชนฺติ สติมนฺโต น นิเกเต รมนฺติ เต
หํสาว ปลฺลลํ หิตฺวา โอกโมกํ ชหนฺติ เต.
ท่านผู้มีสติย่อมออก, ท่านย่อมไม่ยินดีในที่อยู่
ท่านละความห่วงใยเสีย เหมือนฝูงหงส์ละเปือก
ตมไปฉะนั้น.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า อุยฺยุญฺชนฺติ สตีมนฺโต ความว่า ท่านผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติ คือว่าท่านผู้มีอาสวะสิ้นแล้วย่อมขวนขวาย ร่ำอยู่ในคุณอันตนแทงตลอดแล้ว มีฌานและวิปัสสนาเป็นต้น ด้วยนึกถึง ด้วยเข้าสมาบัติ ด้วยออกจากสมาบัติ ด้วยตั้งใจอยู่ในสมาบัติและด้วยพิจารณาถึง.
บาทพระคาถาว่า น นิเกเต รมนฺติ เต คือ ชื่อว่าความยินดีในที่ห่วงของท่าน ย่อมไม่มี.
บทว่า หํสาว นี้ เป็นแง่แห่งเทศนา.
ก็นี้ความอธิบายในคำนี้ว่า :-
ฝูงนกถือเอาเหยื่อของตน ในเปือกตมอันบริบูรณ์ด้วยเหยื่อแล้ว ในเวลาไปไม่ทำความห่วงสักหน่อยในที่นั้นว่า “น้ำของเรา, ดอกปทุมของเรา, ดอกอุบลของเรา, ดอกบุณฑริกของเรา, หญ้าของเรา” หาความเสียดายมิได้เทียว ละประเทศนั้น บินเล่นไปในอากาศ ฉันใด:
พระขีณาสพทั้งหลายนั่น ก็ฉันนั้นแล แม้อยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ไม่ข้องแล้วในสกุลเป็นต้นเทียวอยู่ แม้ในคราวไป ละที่นั้นไปอยู่ หาความห่วงหา ความเสียดายว่า “วิหารของเรา, บริเวณของเรา, อุปัฏฐากของเรา” มิได้เทียว ไปอยู่.
บทว่า โอกโมกํ คือ อาลัย, ความว่า ละความห่วงทั้งปวงเสีย.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระมหากัสสปเถระ จบ.

————————


ธรรมบท – เรื่องพระมหากัสสปเถระ
Tagged on: