download9

๕. เรื่องพระมหากัสสปเถระ [๑๙]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระมหากัสสปเถระ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ปมาทํ อปฺปมาเทน” เป็นต้น.

พระเถระตรวจดูสัตวโลกด้วยทิพยจักษุ

ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระเถระอยู่ในปิปผลิคูหา๑- เที่ยวไปบิณฑบาต ภายหลังภัต นั่งเจริญอาโลกกสิณ๒- ตรวจดูสัตว์ทั้งหลายผู้ประมาทแล้วและไม่ประมาทแล้ว ซึ่งจุติและเกิดในที่ทั้งหลาย มีน้ำ แผ่นดิน และภูเขาเป็นต้นอยู่ ด้วยทิพยจักษุ.
____________________________
๑- ปิปผลิ แปลว่า ไม้เลียบ หรือดีปลี รวมกับคูหาศัพท์ แปลว่า ถ้ำอันประกอบด้วยไม้เลียบหรือดีปลี อีกนัยหนึ่ง ถ้ำนี้ พระมหากัสสปเถระอาศัยอยู่มากกว่าที่อื่น นามเดิมของพระเถระ ชื่อว่า ปิปผลิ ถ้าแปลมุ่งเอาชื่อพระเถระเป็นที่ตั้งแล้ว ก็แปลว่า ถ้ำเป็นที่อยู่ของพระปิปผลิ.
๒- อาโลกกสิณ กสิณกำหนดเอาแสงสว่างเป็นอารมณ์.

พระศาสดาประทับนั่งในพระเชตวันนั่นแล ทรงตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า “วันนี้ กัสสปผู้บุตรของเรา อยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อะไรหนอ?” ทรงทราบว่า “ตรวจดูการจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายอยู่”,
จึงตรัสว่า “ชื่อว่าการจุติและการเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลาย แม้อันพุทธญาณไม่ทรงกำหนด, ใครๆ ไม่สามารถจะทำการกำหนดสัตว์ทั้งหลาย ผู้ถือปฏิสนธิในท้องของมารดา อันมารดาบิดายังไม่ทันรู้ก็จุติเสียแล้วได้, การรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์เหล่านั้น ไม่ใช่วิสัยของเธอ, วิสัยของเธอมีประมาณน้อย, ส่วนการรู้การเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้จุติและเกิดอยู่โดยประการทั้งปวง เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น”
ดังนี้แล้ว ทรงแผ่พระรัศมีไป เป็นประหนึ่งว่า ประทับนั่งอยู่ในที่เฉพาะหน้า ตรัสพระคาถานี้ว่า

๕. ปมาทํ อปฺปมาเทน ยทา นุทติ ปณฺฑิโต
ปญฺญปาสาทมารุยฺห อโสโก โสกินึ ปชํ
ปพฺพตฏฺโฐว ภุมฺมฏฺเฐ ธีโร พาเล อเวกฺขติ.
เมื่อใด บัณฑิตบรรเทาความประมาทด้วย
ความไม่ประมาท เมื่อนั้น บัณฑิตนั้นขึ้นสู่ปัญญา
เพียงดังปราสาท ไม่เศร้าโศก ย่อมพิจารณาเห็น
หมู่สัตว์ผู้มีความเศร้าโศก, ปราชญ์ย่อมพิจารณา
เห็นคนพาลทั้งหลายได้ เหมือนคนผู้ยืนอยู่บนยอด
เขา มองเห็นชนผู้ยืนอยู่บนพื้นดินได้ฉะนั้น.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นุทติ เป็นต้น ความว่า เมื่อใด บัณฑิตพอกพูนธรรมมีความไม่ประมาทเป็นลักษณะ ไม่ให้โอกาสแก่ความประมาท ชื่อว่าย่อมบรรเทา คือย่อมขับไล่ซึ่งความประมาทนั้น ด้วยกำลังแห่งความไม่ประมาท, เหมือนน้ำใหม่ไหลเข้าสู่สระโบกขรณี ยังน้ำเก่าให้กระเพื่อมแล้ว ไม่ให้โอกาสแก่น้ำเก่านั้น ย่อมรุน คือย่อมระบายน้ำเก่านั้นให้ไหลหนีไป โดยที่สุดของตนฉะนั้นนั่นแล. เมื่อนั้น บัณฑิตนั้นมีความประมาทอันบรรเทาแล้ว บำเพ็ญปฏิปทาอันสมควรแก่ความไม่ประมาทนั้นอยู่, ขึ้นสู่ปัญญาเพียงดังปราสาท กล่าวคือทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ โดยอรรถว่าสูงเยี่ยม ด้วยปฏิปทานั้น ดุจบุคคลขึ้นสู่ปราสาททางบันไดฉะนั้น
ชื่อว่าผู้ไม่เศร้าโศก เพราะความเป็นผู้ละลูกศร คือความโศกเสียได้แล้ว, ย่อมพิจารณาเห็น คือย่อมมองเห็นประชา คือหมู่สัตว์ ผู้ชื่อว่ามีความเศร้าโศก เพราะความเป็นผู้ละลูกศร คือความโศกยังไม่ได้ ซึ่งจุติอยู่ และเกิดอยู่ ด้วยทิพยจักษุ.
ถามว่า เหมือนอะไร ?
แก้ว่า เหมือนคนผู้ยืนบนยอดเขา ย่อมมองเห็นชนผู้ยืนอยู่บนพื้นดินได้ฉะนั้น อธิบายว่า บุคคลผู้ยืนอยู่บนยอดเขา ย่อมมองเห็นชนผู้ยืนอยู่ที่พื้นดินได้ หรือผู้ยืนอยู่บนปราสาทชั้นบน ย่อมมองเห็นชนผู้ยืนอยู่ในบริเวณแห่งปราสาทได้โดยไม่ยากฉันใด ปราชญ์คือบัณฑิต ได้แก่พระมหาขีณาสพแม้นั้น ก็ย่อมพิจารณาเห็นคนพาลทั้งหลาย ผู้ยังถอนพืช คือวัฏฏะไม่ได้ จุติอยู่และเกิดอยู่โดยไม่ยากฉันนั้น.
ในกาลจบคาถา ชนเป็นอันมากกระทำให้แจ้งแล้วซึ่งพระอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องพระมหากัสสปเถระ จบ.


ธรรมบท – เรื่องพระมหากัสสปเถระ
Tagged on: